ถอดธรรมบรรยายจากคลิป นวัตกรรมแห่งสติ๔๖ ณ ยุวพุทธิกสมาคม ๒-๘ ส.ค. ๖๐

แบ่งปันสิ่งดีๆ

พระธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท ณ ยุวพุทธิกสมาคม ๒-๘ ส.ค. ๖๐

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaดิเรกศักดิ์สิทธิ์นวัตกรรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา Dynamic Meditationนวัตกรรมแห่งสติmindfulnessclubชมรมคนรักสติพลิกใจให้ตื่นรู้เซนสยาม

การปฏิบัติเป็นเรื่องง่าย
แต่ถ้าไม่เข้าใจจะกลายเป็นเรื่องยาก
จะทำอย่างไรให้เข้าใจ?

พระพุทธเจ้าได้ยกเรื่องมรรคแปด
เป็นอันดับแรก
มรรคแปดเริ่มด้วยสัมมาทิฏฐิ
สัมมาทิฏฐิแปลว่าเข้าใจ
ถ้าใครเข้าใจถูกก็จะพ้นจากทุกข์
และปัญหาทั้งปวง

ขณะที่ยกมือใครเป็นผู้ยก?
ทุกคนตอบว่าเรายก ไม่ใช่รูปยก
มันจึงผิดตรงนี้
เพราะเราเป็นผู้ยก มันจึงผิดแต่แรก
ที่จริงแล้วไม่มีเรา มีแต่รูปกับนาม

ความเป็นเรามาจากความคิด
ถ้าไม่มีความคิดก็ไม่มีเรา
ทุกคนลองเอามือจับแขนตัวเอง
ให้บีบและปล่อย
มีสองความรู้สึกคือหนักและเบา
ใครเป็นผู้หนักผู้เบา?
เราหรือว่ารูปกับนาม?
หนักคือเกิด เบาคือความเกิดหายไป
ความหนักความเบาเกิดขึ้น
ในขณะบีบและปล่อย
พอปล่อยวางก็จะเบา
ถ้าจะยึดเอามันก็หนัก

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaดิเรกศักดิ์สิทธิ์นวัตกรรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา Dynamic Meditationนวัตกรรมแห่งสติmindfulnessclubชมรมคนรักสติพลิกใจให้ตื่นรู้เซนสยาม

ในระหว่างปฏิบัติ
ความรู้สึกหนักเบาปรากฏในกายใจตลอดเวลา
การที่จะเข้าใจรูปนามเบื้องต้น
ให้เห็นอาการเหล่านี้ให้ได้ก่อน

ระหว่างความรู้สึกหนักเบาเป็นอะไร?
เป็นความรู้สึก? หรือเป็นเรา? หรือเป็นความคิด?
เฝ้าดูความรู้สึก ร้อน หนาว สบาย ไม่สบาย
วันหนึ่งจะเกิดคลิ้กขึ้นมาเอง
ถ้าเฝ้าดูและสังเกตสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆ
มันจะเป็นความสุข
พอหลุดจากความรู้สึกปั๊บ เข้าไปในความคิดเลย
ผู้ที่ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน
เพราะเห็นคุณค่าของความรู้สึกนี้
แล้วเกิดการทะนุถนอม แต่ไม่ได้ยึด
เพราะความรู้สึกชนิดนี้มันสร้างเองได้ตลอดเวลา
ไม่ต้องไปหาที่ไหน เพียงแต่กลับมารู้จักมันเท่านั้นเอง
เมื่อจิตมาอยู่กับปัจจุบัน
ก็จะทิ้งอดีตอนาคต
ถ้าไม่มีอดีตอนาคต ใจเราก็จะคิดไม่ได้
เพราะความคิดเป็นผลจากความจำ
เรื่องในอดีตอนาคต
ก่อนที่จะเป็นสังขาร
ต้องผ่านสัญญาก่อน (สัญญาว่าคิด)
พอเราไม่ทันความรู้สึกตัว
มันโผล่พรวดเป็นสังขาร วิญญาณ ทันที

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaดิเรกศักดิ์สิทธิ์นวัตกรรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา Dynamic Meditationนวัตกรรมแห่งสติmindfulnessclubชมรมคนรักสติพลิกใจให้ตื่นรู้เซนสยาม

พระพุทธเจ้าได้ค้นหาวิธีพ้นทุกข์
หลังจากที่เสียเวลาไปหกปีกับลัทธิฤาษีต่างๆ
ภายในคืนเดียวท่านเห็นที่ไปที่มาของจิต
เรียกบุพเพนิวาสานุสติญาณ
สืบย้อนขึ้นไปหลายภพชาติ
เกิดจากการไม่รู้จักตัวนี้เท่านั้นเอง

ท่านสืบค้นต่อไปจนเห็นตัวที่สอง
คือการเกิดดับ จุตูปปาตญาณ
จุติคือการดับ อุบัติคือการเกิด
ตอนแรกท่านเห็นมันออกมาเป็นความคิดก่อน
แต่ไม่รู้ว่าความคิดมาจากไหน ท่านตามไปดู
จากหกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน จนถึงจุดระเบิด
ท่านได้ค้นพบการเกิดดับ
พอมาเห็นตัวนี้ ท่านเห็นโลกทั้งหมดทั้งปวง
โลกเกิดจากจุดสองจุดแค่นี้เอง
คือการเกิดและการดับ
การที่เราได้มาศึกษาเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่วิเศษมาก
จึงไม่อยากให้เสียเวลาไปใส่ใจเรื่องอื่น
วนไปเวียนมาเรื่องคำสอนหลวงพ่อนั้นอาจารย์นี้
ในที่สุดก็มาลงที่เดียวกัน แต่มันอ้อมไกล
หลวงพ่อเทียนท่านชี้มาตรงจุด
ไม่ต้องเสียเวลาอ้อมไปทางอื่น
แต่เนื่องจากแต่ละคนมีวิบากกรรม
ที่มากับความคิด
คนที่มีวิบากกรรมน้อยก็คิดน้อย
คนที่มีวิบากกรรมมากก็คิดมาก
อยู่เฉยๆ ต้องหาเรื่องคิด

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaดิเรกศักดิ์สิทธิ์นวัตกรรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา Dynamic Meditationนวัตกรรมแห่งสติmindfulnessclubชมรมคนรักสติพลิกใจให้ตื่นรู้เซนสยาม

การทำวิปัสสนา
เป็นการตัดวิบากกรรมเก่าไปเรื่อยๆ
ใช้กรรมเก่าไปเรื่อยๆ
วิปัสสนาชำระสะสางเรื่องกรรมได้เร็วที่สุด

เหมือนเราเป็นหนี้เขาสักล้านหนึ่ง
เราไปค้าขายลงทุนได้กำไรทีละหลายล้าน
หนี้แค่ล้านเดียวเรื่องเล็กมาก
เรื่องที่เราก่อกรรมทำเข็ญมากี่ภพกี่ชาติก็ตาม
ถ้าเรามีโอกาสได้มาปฏิบัติวิปัสสนา
เหมือนได้มาทำยอดของบุญ
วิปัสสนาเปรียบเหมือนทำการค้าได้กำไรสูง
ทำให้มีเงินไปชำระหนี้เวรกรรมต่างๆ
ที่บรรพบุรุษสร้างมา
บุญที่เกิดจากวิปัสสนาจึงเป็นบุญที่สูงสุด
สามารถชำระหนี้กรรมให้ตนเองและบรรพบุรุษได้
การให้ทานรักษาศีล
เป็นเส้นทางให้ไต่มาถึงจุดนี้เท่านั้น
แต่พอมาถึงจุดนี้เรากลับไม่ไปสู่วิปัสสนา
เรากลับไปทำสมถะ บางทีก็หลง
ในยุคนี้ถ้าเราไม่เจอคำสอน
ของครูบาอาจารย์ท่านเหล่านี้มาเปิดเผยมาแสดง
เราก็คงต้องงมกันไปเรื่อยๆ อีกหลายภพหลายชาติ
เมื่อมาพบจุดนี้แล้ว มันไม่มีอะไรจะต้องพูดกันแล้ว
ให้กลับมาค้นหาตัวเองให้เจอ
การค้นหาตัวเองให้เจอมีทางเดียวคือ
ต้องกลับมารู้สึกตัว ไม่มีอย่างอื่นเลย

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaดิเรกศักดิ์สิทธิ์นวัตกรรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา Dynamic Meditationนวัตกรรมแห่งสติmindfulnessclubชมรมคนรักสติพลิกใจให้ตื่นรู้เซนสยาม

เราเวียนว่ายตายเกิดนับชาติไม่ถ้วน
เพราะเราออกไปจากตัวกายใจนี้
เรียกว่าอวิชชา

อวิชชาเป็นตัวต้น คือตัวไม่รู้จัก ตัวไม่รู้เท่าทัน
พอกลับมารู้เท่าทัน
ก็จะหารากของมันได้ง่ายขึ้น
จึงไม่ต้องลังเล
ถ้าเรารู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง
เราจะรู้สึกรักและทะนุถนอม
ในการจับความรู้สึกตัวเล่นๆ ไปเรื่อยๆ
ไม่ต้องไปทำจริงทำจัง แต่ทำไม่หยุด
ทำแบบกัดไม่ปล่อย เก็บสะสมไปเรื่อยๆ
ชีวิตจะค่อยๆ เปลี่ยน
เหมือนเรายกหินก้อนใหญ่
เรามาเจริญสติ
เหมือนเราได้สอดไม้คานไว้ใต้หิน
ถ้าเราประคองไปเรื่อยๆ ไม่ปล่อย
ทำอะไรก็จับความรู้สึกไปเรื่อยๆ
ไม้คานก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งก็จะพลิกได้
จิตเปลี่ยนจากภาวะที่เป็นปุถุชน
มาเป็นอาริยชน ความเห็นก็จะเปลี่ยน
ความเห็นที่เคยเห็นว่าเราเป็นตัวเป็นตน
เป็นประตูแรกที่เราจะต้องเปลี่ยนความเห็น
จากความคิดว่าเป็นเรา
ให้เห็นว่าเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง
เรียกว่าเห็นธรรม
เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย อาศัยซึ่งกันและกัน

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaดิเรกศักดิ์สิทธิ์นวัตกรรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา Dynamic Meditationนวัตกรรมแห่งสติmindfulnessclubชมรมคนรักสติพลิกใจให้ตื่นรู้เซนสยาม

ตัวอย่างง่ายๆ ที่เรามีความรู้สึกตัวได้
เพราะอาศัยกองดิน อาศัยกองน้ำ
อาศัยกองลม อาศัยกองไฟ
มาผสมผสานกันได้พอดิบพอดี
ก่อให้เกิดอีกสองธาตุคือ
อากาศธาตุและวิญญาณธาตุ

อาศัยกองธาตุทั้งหกส่วนนี้ มาผสมผสานกัน
ในอัตราส่วนที่พอดี เกิดตัวรู้ขึ้นมา
ตัวรู้โดยรวมๆ เรียกว่าวิญญาณ
มันต้องมารู้เรื่องของเวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ ที่เกิดมา
กลไกตัวรู้แยกเป็นห้าส่วน
รูปที่เป็นสมถะและรูปที่เป็นวิปัสสนาต่างกัน
รูปที่เป็นสมถะเรียกว่ารูปธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ถ้าไปเพ่งดิน น้ำ ลม ไฟ เรียกว่าเป็นสมถะ
คือเอารูปเป็นอารมณ์
แต่พอเรามาเจริญสติ ต้องเอารูปที่เป็นความรู้สึก
ไม่ใช่รูปธาตุแต่เป็นรูปขันธ์ เป็นกองของความรู้สึก

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaดิเรกศักดิ์สิทธิ์นวัตกรรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา Dynamic Meditationนวัตกรรมแห่งสติmindfulnessclubชมรมคนรักสติพลิกใจให้ตื่นรู้เซนสยาม

ขณะนี้ความรู้สึกทั้งหมด
ตั้งแต่หัวจรดเท้าเกี่ยวกับรูป
มีแค่สองคือหนักและเบา
เย็นและร้อน สบายและไม่สบาย

ความหนักก่อให้เกิดความไม่สบายใจ
ความเบาก่อให้เกิดความสบายใจ
ถ้าเราตามรู้ว่านี่คือรูปกับนามเท่านั้น
ให้มันจบที่หนักเบาแค่กาย
แต่ด้วยการที่เราไม่มีการฝึกฝน
ในเรื่องวิปัสสนามาก่อน
เราไปคิดว่าความรู้สึกหนักและเบา
สบายไม่สบาย เป็นเรา
ทันที่ที่คิดว่าความสบายไม่สบายเป็นเรา
จากรูปที่เป็นรูปธาตุ
จะเปลี่ยนเป็นรูปที่สองคือนามรูปทันที
จากรูปนาม ถ้าสติไม่รู้เท่าทัน
มันเปลี่ยนเป็นนามรูปทันที
เพราะนามรูปเป็นรูปของความคิด
รูปนามไม่มีในปฏิจจสมุปบาท
เหตุของทุกข์จะเกิดขึ้นได้
ต้องเปลี่ยนรูปนามเป็นนามรูปก่อน
อวิชชาก่อให้เกิดสังขาร
สังขารก่อให้เกิดวิญญาณ
วิญาณก่อให้เกิดนามรูป
รูปนามไม่ใช่สมุทัย
แต่เป็นธรรมชาติที่เกิดโดยกฎของไตรลักษณ์
แต่นามรูปไม่ใช่ธรรมชาติ
มันเกิดจากผลพวงที่เราไม่รู้จักรูปนาม

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaดิเรกศักดิ์สิทธิ์นวัตกรรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา Dynamic Meditationนวัตกรรมแห่งสติmindfulnessclubชมรมคนรักสติพลิกใจให้ตื่นรู้เซนสยาม

จิตไปสำคัญรูปนามเป็นเรา
ก่อให้เกิดเป็นนามรูป คืออัตตาตัวตน
ตัวเราของเรา ฉัน เกิดตรงนี้เอง

คนที่ไม่รู้เรื่องนี้ เกิดมาตายเปล่าๆ
บางทีสร้างบาปสร้างกรรม
ต่อภพต่อชาติไปอีกไม่รู้เท่าไร
แต่ถ้ามารู้เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่โชคดีที่สุดในชีวิต
จะได้ลดวิบากกรรม ลดภพชาติให้สั้นลงมา
จากที่เราไม่รู้เลยว่าอีกกี่ภพกี่ชาติ
ให้เหลือแค่เจ็ดชาติก็ยังดี
สั้นเข้ามาหน่อยเหลือสักสามสี่ชาติ
สั้นกว่านั้นอีกเหลือสักชาติเดียวพอ
สมัยพุทธกาล จึงพยายามดึงเด็กๆ เข้ามาศึกษา
สามเณรอายุสิบขวบก็ยังได้บรรลุธรรม
สามารถช่วยเผยแผ่ธรรมะได้ยาวนาน
การมาศึกษาปฏิบัติธรรม
ไม่ได้มาบำเพ็ญอะไรเป็นพิเศษ
แต่มาทำความรู้จักความรู้สึกชนิดที่ว่านี้
ให้ชัด อย่าให้ไขว้เขว
ความรู้สึกตัวหมายถึง
ความรู้สึกทั้งกายและใจรวมกัน
ความรู้สึกกายความรู้สึกใจรวมกัน
เรียกว่าความรู้สึกตัว
ความรู้สึกตัวนี้คือรูปนามนั่นเอง
เมื่อจับความรู้สึกได้ เราก็จะอยู่กับรูปนาม

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaดิเรกศักดิ์สิทธิ์นวัตกรรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา Dynamic Meditationนวัตกรรมแห่งสติmindfulnessclubชมรมคนรักสติพลิกใจให้ตื่นรู้เซนสยาม

ทุกครั้งที่ทำอะไร เราตามรู้
จับความรู้สึกอยู่ รูปนามก็ปรากฏ
จนกระทั่งทุกครั้งที่เราทำอะไรก็ตาม
พูดอะไรก็ตาม ตามรู้สิ่งนั้นไปเรื่อยๆ
เหมือนกับเราได้ภาวนาตลอดเวลา

แม้จะทำงานทั้งวันไม่มีเวลาหยุดเลยก็ตาม
ถือว่ายังภาวนาอยู่
เพราะจิตไม่ได้ออกไปสูวัตถุที่สอง สาม สี่
จิตยังอยู่กับวัตถุที่หนึ่ง
เมื่อก่อนจิตเราอยู่กับวัตถุที่สอง สาม สี่
แต่เมื่อรู้จักรูปนามแล้ว
จิตของเราอยู่ที่วัตถุที่หนึ่งคือกายกับใจ
ในวิธีการนี้ เราสามารถเข้าใจว่า
วิปัสสนาใช้ได้หรือไม่
อย่างน้อยต้องจับความรู้สึกที่อยู่กับตัว
เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์
สามสิบเปอร์เซ็นต์อยู่กับวัตถุที่สองที่สามก็พอ
แต่ถ้ากลับข้างกัน
ความรู้สึกไปอยู่กับวัตถุที่สองสาม
เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์
อยู่กับตัวแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ เสี่ยงที่จะหลุด
เพราะอำนาจของความเคยชินสูง
เผลอนิดเดียวไปอยู่กับเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ข้างนอกหมดเลย

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaดิเรกศักดิ์สิทธิ์นวัตกรรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา Dynamic Meditationนวัตกรรมแห่งสติmindfulnessclubชมรมคนรักสติพลิกใจให้ตื่นรู้เซนสยาม

ในวิธีการหลวงพ่อเทียน
ต้องตั้งไว้ที่ตัวก่อนเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์
จะล้างถ้วยล้างชาม ถูบ้านกวาดบ้าน
จับตรงนี้ให้ชัด

อยู่กับวัตถุที่หนึ่งคือรูปนาม
ตราบใดที่ยังจับความรู้สึกที่ตัวได้ชัดเจน
อารมณ์รูปนามก็ยังต่อเนื่องอยู่
ความรู้สึกตัวยังต่อเนื่องอยู่
การเกี่ยวข้องกับวัตถุที่สอง สาม สี่ ห้า
เป็นทักษะที่ทุกคนชำนาญอยู่แล้ว
ไม่ต้องไปใส่ใจอะไรมาก
เพราะทุกคนโดยสัญชาตญาณมีอยู่แล้ว
เราเคยสัมผัสกับสิ่งนั้นมา
ถ้าเราสามารถรักษาความรู้สึกตัวไว้ที่ตัวเอง
ประมาณเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์
ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ก็ยังเจริญไปเรื่อยๆ
ในความรู้สึกตัวมีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในตัว
แต่เราต้องทำอย่างพออกพอใจ ไม่ใช่ฝืน
ทำอย่างรัก อย่างทะนุถนอม
ด้วยความรู้คุณค่าของมัน ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสูงสุด
เวลาทำอะไรต้องเรียกร้องหาเขา
ว่าต้องตั้งสติให้ดีก่อน
ชีวิตของเราก็จะเริ่มมีความสุขตั้งแต่วันนั้นเลย
ไม่ต้องรอวันข้างหน้า

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaดิเรกศักดิ์สิทธิ์นวัตกรรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา Dynamic Meditationนวัตกรรมแห่งสติmindfulnessclubชมรมคนรักสติพลิกใจให้ตื่นรู้เซนสยาม

มีคนถามว่าปฏิบัติเบาๆ สบายๆ อย่างนี้
มันจะไปถึงมรรค ผล นิพพาน ได้อย่างไร?

มรรค ผล นิพพาน ไม่ต้องไปถึง
ทำให้มันเกิดขณะนั้นเลย
มรรค ผล นิพพาน มันเกิดและดับตรงนั้น
นิพพานแปลว่าดับ
รู้เกิดรู้ดับ นิพพานก็ปรากฏแล้ว
แต่ทำให้มันเยอะๆ เป็นนิสัย
เป็นเนื้อเดียวกับชีวิต
นิพพานไม่ต้องถึงเพราะมันมีอยู่แล้ว
จะเดินตามหาลมหายใจให้ถึง ไม่มีทางเจอ
เพราะตัวเรากับลมหายใจเป็นอันเดียวกัน
เช่นเดียวกัน เราไม่ต้องไปตามหานิพพาน
เพราะนิพพานมีอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว
เพียงแต่รู้จักและใช้มันเท่านั้นเอง
ทำอะไรก็ทำด้วยนิพพาน
ตามรู้ตามดูความเกิดความดับของร่างกาย
ไม่ใช่เป็นเรื่องยาก แต่เรามักจะสงสัย
เพราะฟังมาหลายครูบาอาจารย์
มันง่ายจนคิดว่าไม่น่าจะใช่
กลายเป็นความคิด
Direk Saksith
www.buddhayanando.com
f: พระพุทธยานันทภิกขุ (goo.gl/Nyk2ap),
พลิกใจให้ตื่นรู้ (goo.gl/rPzyfo),เซนสยาม (goo.gl/heEHDK),
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท (goo.gl/QDxgyj),
Dynamic Meditation (นวัตกรรมแห่งสติ) goo.gl/zZTixP

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *