เวทนาที่มาของสวรรค์หกชั้น

เราตกอยู่ในอำนาจของเวทนาทั้งสาม คือ ความรู้สึกสบาย ความรู้สึกไม่สบาย และความรู้สึกกลางๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข หรือ อทุกขมสุขเวทนา แต่ยังไม่รู้ แต่ถ้ามีตัวรู้กำกับ จะเรียกว่าอุเบกขา   คนที่ไม่เคยปฏิบัติภาวนา กับคนที่เคยปฏิบัติภาวนา จะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกสบาย และความรู้สึกสุขเวทนาต่างกัน   คนที่ไม่เคยปฏิบัติ หรือปฏิบัติแล้วยังรู้ไม่เท่าทัน เมื่อเกิดสุขเวทนาจะหลงไปเสพ ไปข้อง ไปชอบ ไปพอกพูนรักษา อยากให้อยู่นานๆ   แต่คนที่เคยปฏิบัติ เมื่อพบกับความสบาย หรือสุขเวทนาเกิดขึ้น จะรู้สึกทันทีถึงความไม่เที่ยง ไม่ได้คิดอยากให้ความสุขนั้น อยู่กับเรานานๆ   ไม่ได้ไปยึด ไปต่อ เพื่อให้สุขเวทนาคงอยู่ให้นาน สติจะเตือนตัวเองเสมอถึงความไม่เที่ยง   ตัวเวทนานี้จึงสำคัญมาก ให้คอยสังเกต เมื่อเรามีสุขเวทนา มันจะเคลื่อนไปหาอทุกขมสุขเวทนาก่อน แล้วจึงเคลื่อนต่อไป เข้าหาทุกขเวทนา   เช่น การนั่ง ตอนแรกก็สบาย พอนั่งนานก็เริ่มเมื่อย หนักขึ้นๆ จนถึงกับปวด ปวดจนทนไม่ได้ ก็ปรับเปลี่ยนท่านั่ง ก็ทำให้คลาย เข้าสู่ความสบาย   […]

อารมณ์ของสมถะและวิปัสสนา

สมถะมีมาก่อนพระพุทธเจ้า 1.ตามหลักฐานที่เราชาวพุทธได้ทราบจากตำรา กล่าวว่า ก่อนที่พระองค์จะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณด้วยพระองค์เอง พระองค์เคยเข้าไปศึกษาเรียนรู้วิถีทางที่ทำให้พระองค์พ้นทุกข์ ตามสำนักของอาจารย์ต่างๆ เป็นเวลานานถึงหกปี ล่าสุดได้พบกับอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ระดับแนวหน้าสมัยนั้น คือ อาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร อาจารย์ทั้งสองท่านนี้ ได้เห็นความตั้งใจของพระสิทธัตถะ ศากยบุตรในสมัยนั้น ก็ตั้งใจฝึกฝนให้จนหมดวิชา พระองค์ก็ตั้งใจฝึกฝน จนหมดความรู้ความสามารถของอาจารย์ทั้งสอง จนจบวิชาสูงสุดของทั้งสองอาจารย์คือ สามารถบรรลุถึงสมาธิระดับสูงสุด คือ อาฬารดาบสสอนให้เข้าถึง ฌานสมาบัติขั้นที่เจ็ด ส่วนอาจารย์อุทกดาบส สอนให้เข้าถึงฌานสมาบัติขั้นที่แปด เมื่อถูกถามว่า ระดับที่สูงกว่านี้คืออะไร? อาจารย์ทั้งสองตอบว่า ไม่มีสูงกว่านี้อีกแล้ว แต่พระองค์ก็ไม่ทรงพอพระทัยในความรู้ความสามารถที่ได้บรรลุนั้น เพราะสมาธิขั้นสูงสุดที่ได้มานั้น ยังเสื่อมยังกำเริบได้อยู่ ถ้าไม่ประคองรักษาอย่างดี และความรู้ที่ได้มานั้น ยังไม่สามารถทำให้พระองค์หายสงสัยในชีวิตของตนเองได้ 2. พระองค์ก็บอกเลิก แล้วอำลาอาจารย์ทั้งสอง แล้วออกเดินทางแสวงหาต่อไป ตามประวัติเล่าว่า พระองค์ทรงหาวิธีด้วยตนเอง หลังออกมาจากสำนักทั้งสองอาจารย์ ก็ทดลองบำเพ็ญพรตของนักบวชขั้นสูงสุดสมัยนั้น เรียกว่า “บำเพ็ญทุกกรกริยา” (รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ไปหาอ่านและศึกษาตามหนังสือพุทธประวัติ ซึ่งมีอยู่ทั่วไป) 3. กล่าวโดยสรุปแล้ว พระพุทธองค์ก็ไม่ประสบผลสำเร็จในการบำเพ็ญทุกกรกริยา คือทำการทรมานตนเองด้วยวิธีต่างๆ ในที่สุดก็ล้มเลิกวิธีการนั้น แล้วทรงหันมาใช้วิธีที่เรียกว่า […]

ขั้นตอนการเกิดวิปัสสนาญาณ

  ขบวนการก็คือว่า เมื่อเราตั้งสติกำหนดรู้ อยู่กับการเคลื่อนไหว มิได้ขาดระยะ จิตเราก็จดจ่ออยู่ในปัจจุบันเป็นเวลานาน ก็เกิดองค์ฌานตามลำดับ   เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ฌานย่อมมี เมื่อฌานเกิดบ่อยๆ ปัญญาก็ค่อยเกิดตามมา เกิดองค์ของสัมโพชฌงค์ขึ้นมา   เมื่อจิตของเราคลุกคลีแต่ปัจจุบันธรรม ก็เกิดปัญญาเห็นรูปนาม เฝ้าดูรูปนามบ่อยๆ เห็นทุกข์บ่อยเข้า ก็เข้าใจไตรลักษณ์ตามความเป็นจริง   เมื่อเห็นไตรลักษณ์บ่อยครั้ง ก็เข้าใจสมมุติอ้างอิงอาศัยรูป-นามอยู่ เมื่อเห็นสมมุติบัญญัติ จิตก็เบื่อหน่าย   เมื่อเบื่อหน่ายบ่อยๆ ก็ปล่อยวาง จิตปล่อยวางบ่อยๆ ก็เข้าใจปรมัตถ์   เมื่อเห็นปรมัตถ์ จิตก็เข้าสู่ภาวะปกติ   จิตปกติบ่อยๆ ศีลขันธ์ก็เกิด   ศีลขันธ์กำจัดกิเลสอย่างหยาบ คือ ขจัดราคะ โทสะ โมหะเบื้องต้น   เมื่อศีลขันธ์เกิดบ่อยๆ สมาธิขันธ์ก็ปรากฏ   จิตตั้งมั่นในรูป-นามบ่อยๆ สติปัฏฐานสี่ก็ค่อยสมบูรณ์ขึ้น   สติสมบูรณ์ ปัญญาขันธ์ก็ปรากฏ   ปัญญาขันธ์ก็กำจัดกิเลสอย่างละเอียด วิปัสสนาญาณก็เกิดขึ้นตามลำดับ   เมื่อวิปัสสนาญาณตั้งมั่นแล้ว […]

ของคู่ครอบงำชีวิตเราอยู่

  การเกิดดับของกาย มีส่วนทำให้เกิดของคู่ในจักรวาลนี้ เช่น ความพอใจ-ความไม่พอใจ ความดีใจ-ความเสียใจ ความชอบ-ความไม่ชอบ ความรัก-ความชัง ความมืด-ความสว่าง การขึ้น-การลง การเข้า-การออก ผู้หญิง-ผู้ชาย   ของคู่ครอบงำชีวิตเราอยู่ แต่เราไม่เคยใช้สิ่งที่เป็นคู่เหล่านี้ ให้เป็นอุปกรณ์ ในการเพิ่มวิปัสสนาญาณ   เราปล่อยของคู่เหล่านี้ ผ่านไปทุกเวลานาที โดยที่ไม่ใส่ใจมันเลย   แม้แต่เรานั่ง ของคู่ก็ปรากฏ มีหนัก-มีเบา มีสบาย-ไม่สบาย มีหายใจเข้า-มีหายใจออก มีเย็น-มีร้อน มีอ่อน-มีแข็ง มีหยุด-มีเคลื่อน   ของคู่ปรากฏตลอด ในทุกส่วนที่เป็นรูป เราต้องรู้การเกิดดับแบบสมมตินี้ก่อน และต้องแปลงการเกิดดับ ของของคู่แบบสมมติ ในกายของเรา ให้เป็นนิมิตกรรมฐาน   เพียงแต่ใส่ใจ และรู้เข้าไป ในสิ่งที่มันกำลังปรากฏคู่ของมัน   คู่หนึ่งเป็นคู่ดับ-อีกคู่หนึ่งเป็นคู่เกิด คู่เกิดเป็นคู่ทุกข์-คู่ดับเป็นคู่ดับทุกข์   เช่น เรานั่ง ความหนักเกิด แต่พอเราเคลื่อน ความหนักก็ดับ พอหยุด หนักก็เกิด   ตัวเกิดทำหน้าที่ดับ-ตัวดับก็ทำหน้าที่เกิด […]

จิตนิ่งอย่างเดียวยังไม่พอ

อาการนิ่งของจิต มี ๒ ลักษณะ ลักษณะที่ ๑ คือ นิ่งเพราะความไม่รู้ หรือนิ่งด้วยอำนาจของอวิชชา เรียกว่า นิ่งด้วยโมหะจิต ลักษณะที่ ๒ คือ นิ่ง เพราะความรู้สึกตัว นิ่งเพราะเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง คือนิ่งด้วยอำนาจของวิชชา เรียกว่า “ฌานจิต” หรือเรียกว่า อุเบกขา ก็ได้ จิตนิ่งลักษณะที่ ๑   คือการเอาสติไปเพ่งจิต ไม่ให้มันทำงานตามหน้าที่ จิตมันจึงนิ่ง เพราะถูกบังคับ แต่ถ้านิ่งไปนานๆ จะมีปัญหา ทำให้จิตเกิดอาการเกร็ง และเครียด โดยไม่รู้ตัว เพราะมันไปฝืน ต่อกฎไตรลักษณ์ที่ว่า รูปธรรมนามธรรม ทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง (อนิจจัง) ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกขัง) และแตกดับไปตลอดเวลา หาตัวตนที่แท้จริงไม่ได้ (อนัตตา) รูปนามอันใดก็ตาม หากไปขัดขวางต่อกฎอันนี้ ปัญหาและความทุกข์ ต้องเกิดตามมาอย่างแน่นอน คนทั่วไป ไม่รู้จักกฎความจริงข้อนี้ อยากยึดไว้ อยากให้คงอยู่ อยากให้เที่ยง […]

ลืมตาเห็นของจริง

หลับตานิ่งเห็นของปลอม เป็นที่เลื่องลือกันว่า ณ ดินแดนขวานทองคำ ได้ก่อกำเนิดปฐมาจารย์เซน ผู้มีวิธีการสอนที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร และยังมีการท้าให้ลองปฏิบัติ ถ้าไม่ได้ผลในระยะเวลาที่กำหนด ท่านก็ยินดีจ่ายเงินให้ตามที่ตกลงกันไว้   ในครั้งนั้นมีชายหนุ่มผู้หนึ่งรับคำท้า เขาได้เดินทางมาพบพระอาจารย์เซน   พระอาจารย์เซนกำลังนั่งพักผ่อน อยู่ที่ระเบียง ชายหนุ่มวางเป้ลงข้างตัว กราบนมัสการพระอาจารย์ แล้วจึงได้กล่าวแนะนำตัว เล่าถึงวิธีการที่ตนเองปฏิบัติอยู่   พระอาจารย์เซนขอให้เขาปฏิบัติให้ดู ชายหนุ่มนั่งลงตรงข้ามพระอาจารย์ ขัดสมาธิ มือประสานกันไว้บนตัก หลับตา นานกว่าสิบนาทีแล้ว ที่เขายังคงนั่งหลับตานิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน   พระอาจารย์เซน “ท่านเห็นอะไรบ้าง” ชายหนุ่มยังคงนั่งหลับตาและตอบ “ผมเห็นความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ไม่มีตัวผม ไม่มีของๆผม ไม่มีแม้แต่ลมหายใจของผม”   พระอาจารย์เซน “ถ้าเช่นนั้นท่านจงลืมตาได้แล้ว” ชายหนุ่มลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าที่อิ่มเอิบ แต่แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อพบว่าเป้ที่วางไว้ข้างตัวหายไป   ชายหนุ่มเอะอะโวยวาย “กระเป๋าผม… เงินผม… โทรศัพท์ผม… หายไปไหน”   พระอาจารย์เซนยิ้ม “นี่ไงล่ะ ความว่างเปล่า ที่ท่านเห็นได้ด้วยตาตัวเอง ไม่ใช่คิดนึกเอา” […]

เปิดไฟให้ใจสว่าง

  การยกมือสร้างจังหวะ เหมือนเปิดไฟให้ใจสว่าง   ตัวสติที่เข้าไปเห็นการทำงาน ระหว่างตัวรู้สึกภายในกาย ที่เรียกว่าเวทนา และตัวรู้สึกภายในใจ ที่เรียกว่าสติสัมปชัญญะ มันทำงานเปลี่ยนกันไปอย่างไร รู้การเปลี่ยนแปลงชัดๆ เรียกว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์   ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ จึงไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องไปนึกคิดพิจารณา   แต่ในหลักของปรมัตถ์ หมายถึงการเข้าไปดู ไปเห็น การทำงานของกาย ของใจ เขาทำงานกันอยู่อย่างไร   การยกมือสร้างจังหวะ ก็เพื่อเป็นตัวประคับประคององค์ธรรม ให้มันต่อเนื่อง จะได้เห็นชัดๆ   ถ้าเป็นหลักของวัตถุคือ เราต้องมีแสงสว่างชัดๆ นักวิทยาศาสตร์ในห้องแล็บ เขาจะต้องมีแสงสว่างที่ชัดเป็นพิเศษ ในการที่จะแยกคัดธาตุต่างๆ ว่ามันเป็นอย่างไร   ถ้าเป็นธัมมวิจย หมายถึง กายกับใจกำลังทำอะไรกันอยู่ เราเข้าไปดูไปเห็นให้ชัด   เรานั่งอยู่อย่างนี้ ความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้น เราขยับเปลี่ยนท่านั่ง ความรู้สึกอย่างนั้นหายไป   ตามรู้ ตามดู ให้เกิดความปกติ ถ้าสบายผิดปกติ ก็ผิดแล้ว ถ้าไม่สบายผิดปกติ ก็ไม่ใช่ แต่ปรับให้มันสบายที่ปกติที่สุด […]

มาฟังตัวเอง

          มาฟังตัวเอง เรามาปฏิบัติธรรม เรามาฟังจากข้างใน เมื่อเราฟังจากข้างในเป็น ก็หมายความว่า การปฏิบัติของเราเข้าสู่ทาง   ถ้าฟังจากข้างในยังไม่เป็น การปฏิบัติก็ยังไม่เริ่มต้น   ฟังกันเป็นหรือยัง ฟังข้างใน เวลานั่งปฏิบัติอยู่นี้ มันพูดอะไรให้ฟังบ้าง มันพูดเยอะกว่าข้างนอกด้วยซ้ำ พูดตลอดเวลา   ดังนั้นการที่เรามาปฏิบัตินี่ ถือว่ามาถูกทางแล้ว มาฟังต้วเอง ตลอดเวลาที่เราฟังตัวเองนี้ ถือเป็นการปฏิบัติธรรม การปฏิบัตินี้ เราต้องเรียนด้วยตัวของเราเอง เราต้องสอนตัวเราเอง เราต้องเห็นด้วยตัวของเราเอง เราต้องรู้ด้วยตัวของเราเอง เราต้องเข้าใจด้วยตัวของเราเอง เราต้องทำด้วยตัวของเราเอง ดังนั้น เธอไม่จำเป็นต้องสนใจ ในบุคคลอื่น     การฟังใจตัวเองพูด รู้สึกสนุกกว่าฟังปากพูด มีแต่ของจริงทั้งนั้น แต่ที่ตัวเราพูดออกมาได้ อาจจะไม่ใช่ความจริง กายพูดได้ก็เพราะใจ ใจพูดได้ก็เพราะกาย แต่เราฟังตัวเองไม่ค่อยออกเท่าไร เพราะเราเอาแต่ฟังสียงคนอื่น จนลืมฟังเสียงตัวเอง ก็เป็นเหตุให้เราเป็นทุกข์ ถ้าเราฟังตัวเองเยอะๆ ดูตัวเองบ่อยๆ ความทุกข์มันก็จะค่อยๆลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ เพราะมาดูต้นเหตุของทุกข์ ทุกข์มันก็ดับไปเอง […]

ศัตรูตัวจริง

ใครคือศัตรูตัวจริง? การไม่รู้จักตัวเอง จึงต้องต่อสู้กับตัวเอง และเป็นศัตรูของตนเอง   ตลอดเวลาเราจึงต้องต่อสู้กับตัวเอง ซึ่งเป็นศัตรูที่เรามองไม่เห็นตัว และไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า   เราต่อสู้กับศัตรูที่ว่างเปล่า ไร้ตัวตน มาตลอดกาล นับภพชาติไม่ถ้วน   วิธีเดียวที่จะชนะศัตรูนี้ได้ คือ ต้องรู้ว่าเรากำลังต่อสู้กับใคร โดยใช้สติปัญญาที่สามารถ นำจิตออกมาจากอำนาจของ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม ทั้งสี่ประการ   หากปล่อยให้มันเติบโตเรื่อยๆ เราจะตกเป็นทาสของอัตตา ที่เราเองเป็นผู้สร้างขึ้นมา   อัตตา คือผลงานการสร้างของ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม ดังนั้น ศัตรูที่แท้จริงของเราทุกคน ก็คือ ความไม่รู้เท่าทันตัวเองนั้นเอง น้ำมันปัญญาญาณไร้สารปรุงแต่ง ความเห็นมีสองชนิด คือ ความเห็นที่ยังเป็นเวทนา และความเห็นที่เป็นปัญญา คือ ผู้เฝ้าดูเวทนาอีกชั้นหนึ่ง   อุปมาเหมือนกับน้ำมัน มีสองชนิด คือ น้ำมันที่ยังมีน้ำปนเปื้อนอยู่ กับน้ำมันที่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์   น้ำมันที่ปนเปื้อน […]