น็อคความง่วง

เราต้องน็อคความง่วง ก่อนที่ความง่วงจะน็อคเรา น็อคความง่วง (๑) ถ้ามันไม่สบายก็หาเหตุของมัน มันไม่สบายเพราะการแปรปรวน ทุกข์มันเข้ามาเพราะมันแปรปรวน มันแปรปรวนก็รู้สึกไม่สบาย เราก็หาเหตุของมัน ไม่สบายเพราะอะไร แก้มันก่อน การที่เรามานั่งแก้อาการแปรปรวน อาการไม่สบาย ก็อย่าคิดว่าเสียเวลาเดินจงกรม สร้างจังหวะ ถ้าคุณเดินจงกรมสร้างจังหวะ ร่างกายมันแปรปรวน ปวดเมื่อยแทบตาย เราก็ไม่ยอมแก้มัน เขาเรียกว่าปฏิบัติตามความเพลิน เพลินจนปวดจนเมื่อยไปทั้งตัวแล้ว เพลินจนง่วงแล้วง่วงอีก มันไม่ได้ผล มีแต่จะนำไปสู่เหตุเกิดทุกข์ แต่คุณก็ยังไม่รู้ว่าเป็นเหตุเกิดทุกข์ แต่ถ้าเราปฏิบัติถูก ความผิดปกติของร่างกาย มานิดเดียวก็สัมผัสได้แล้ว ถ้ามีสัญญาณบางอย่างบอกว่า กำลังจะง่วง เราเดินชนมันอยู่อย่างนั้นไม่ถูก เราก็ต้อง เอ! เมื่อกี้นี้เราก็สดชื่นอยู่นะ เดี๋ยวนี้ทำไมง่วงเหงาโงกเงกอย่างนี้ แสดงว่ามันผิดปกติแล้ว เป็นไหมบางวัน เรารู้ว่าทานอาหารหนักๆ เข้าไป เจ้าตัวง่วงมันจะมา เราก็ตั้งรับไว้ก่อนเลย เหมือนนักมวยขึ้นเวที เวลากรรมการบอกชก คู่ต่อสู้ปรี่เข้ามาหาเรา เราก็นั่งทะเร่อทะร่าอยู่ ให้มันบีบหูบีบตาเรา ปล่อยให้มันง่วงเฉยเลย นั่นแสดงว่าเราไม่ทัน สัญญาณมันเตือน มันเตือนมาแล้ว แต่เราก็ยังโงกเงก โงนเงน อยู่อย่างนั้น มันก็น็อคกันอยู่ตรงนั้นแหละ ความง่วงส่งสัญญาณมาทีละนิด […]

อัตตา vs ปัญญา

ก่อนเข้าเก็บอารมณ์ครั้งนี้ อาตมาได้ตั้งปณิธาน กับตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ถ้าอัตตาไม่ตาย กูก็ต้องตาย ถ้ากูไม่ตาย อัตตาก็ต้องตาย เราคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว”   จากนั้นก็เริ่มสังเกต เฝ้าดูการปลอมแปลงของอัตตา มันจะดิ้น ต่อสู้ของมันไปทุกๆ รูปแบบ เพื่อความอยู่รอดของมัน   มันเป็นการต่อสู้ ชิงไหวชิงพริบที่โหดร้ายมาก ระหว่างความแหลมคมของปัญญาญาณ และ ความเจ้าเล่ห์ ของอัตตา   มันเป็นเสมือนศัตรูที่ไล่ล่ากัน อย่างสาหัสสากรรจ์ ยิ่งกว่าการต่อสู้ในสนามรบ   เย็นวันนั้น…..หลังจากการต่อสู้ระหว่าง อัตตา กับ ปัญญาญาณ จบลง ก็รู้สึกโล่งโปร่ง เบาสบาย อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต   ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา นั่งปฏิบัติภาวนา ไม่รู้สึกปวดเมื่อยอีกเลย นั่งนานเท่าไรก็ได้ เหมือนกับว่าใจเราทะลุความปวด ระดับต่างๆ ไปแล้ว   ร่างกายก็เป็นไป ตามธรรมชาติของมัน คือ ปวดบ้าง หายบ้าง ไปตามกฎของสังขาร   เพียงแต่เจ้าอัตตา ไม่เข้ามาอ้างตัวว่า เป็นเจ้าของรูปนามนี้อีกต่อไป   […]

สุข ทุกข์ เป็นสิ่งสมมติ

    ขอบอกเป็นเคล็ดลับในการปฏิบัติว่า ต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องสนุกสนาน อย่าฝืนทำเป็นอันขาด   ตั้งแต่อาตมาได้พบกับ ตัวรู้สึกตัวทั่วพร้อมมานี้ จิตใจมีแต่ความสุขสงบ มาโดยตลอด ไม่รู้จักคำว่าทุกข์ใจเลย   แต่ความไม่สบายกาย เป็นเรื่องธรรมดามาก มันก็ทำหน้าที่ของมัน คือมันเป็นสังขาร มันก็ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลง ทนอยู่ไม่ได้ และแก่ไปตายไปทุกๆ วัน ไม่มีใครหลีกพ้นกฏเกณฑ์นี้ไปได้ เราก็คอยบำบัดแก้ไขมันไป   ทุกข์ของรูปแก้ไขไม่ได้ แค่บำบัดชั่วคราวเท่านั้น เพราะรูปมันเป็นของชั่วคราว   แต่ถ้าความทุกข์ใจเกิดขึ้น เราแก้ไขให้หมดสิ้นเชิงได้ เพราะความทุกข์ มันเป็นของสมมุติ ความสุขก็เป็นของสมมุติ มันไม่ได้มีอยู่จริง   ที่จริงแล้วความสุขความทุกข์ ก็เป็นภาวะอันเดียวกัน แต่มันอยู่คนละด้านของความรู้สึกเท่านั้น เหมือนเหรียญเดียวกัน แต่อยู่คนละด้าน แล้วแต่ว่าด้านไหนมันจะหงาย ขึ้นมาก่อน   ถ้ารู้สึกทนได้ง่ายเข้มข้นมาก ก็เรียกว่าสุข ถ้ารู้สึกทนได้ยากเข้มข้นมาก ก็เรียกว่า ทุกข์ พระพุทธยานันทภิกขุ

ทุกข์ตัวจริงคือความคิด

แล้วทีนี้ตัวความคิดนี้แหละ ที่พระพุทธองค์เรียกว่าเป็นตัวสมุทัย เป็นตัวทำให้เกิดทุกข์ ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เกิดทุกข์ นอกจากความคิด ที่เราหลงคิดนี่ ความคิดที่เราหลงคิดนี้มันเป็นตัวสมุทัย ทีนี้ถ้าหากว่า เมื่อความคิดมันเกิดขึ้น ถ้าหากเราเอาสติเข้าไปรู้ทัน มันจะเป็นนิโรธ แต่ถ้าเราเอาสติไปรู้ไม่ทัน เห็นไม่ทัน ในขณะที่มันเกิดขึ้น มันก็จะเป็นทุกข์ คือระหว่าง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มันอยู่ตรงข้ามกัน ถ้าหากว่า เวลารูปมากระทบตา เกิดความคิด เกิดความรัก เกิดความชัง ถ้ามันเกิดความรักความชัง เห็นว่าสวยไม่สวยนี่ แสดงว่า สติของเราสกัดไม่ทัน ตรงเบื้องต้นนี้แหละ สติเราสกัดไม่ทันคือให้มันเลยไปถึงสมมติแล้ว ถ้าหากเรามีสติไปสกัดกั้นตอนที่มันถึงสมมติได้ มันก็หยุดอยู่ที่สมมติ ในเรื่องนี้ ในเรื่องการเจริญสตินี่ เคยได้อ่านในวิสุทธิมรรค ตอนที่เรียนประโยค๘ ท่านเปรียบอุปมาอุปมัยไว้ตอนหนึ่งว่า มีภิกษุผู้เจริญสติรูปหนึ่ง ลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็เดินเข้าสู่ป่าเพื่อไปหาที่วิเวก แล้วขณะที่ท่านเดินทางไปนั้น บังเอิญว่ามีสามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีจะพาภรรยาไปเยี่ยมบ้านเกิดของภรรยา แล้วก็มาเกิดทะเลาะกันอยู่กลางทาง พอทะเลาะกัน ก็แยกทางกันเดิน ผู้หญิงก็มุ่งหน้าไปสู่บ้าน ผู้ชายก็เดินกลับ บังเอิญผู้หญิงเดินสวนกับพระ แล้วก็ยิ้มให้พระ เดินผ่านไป พอดีผู้เป็นสามีคิดได้ว่า ภรรยาเข้าไปในดงคนเดียว กลัวจะเกิดอันตรายขึ้นก็เลยรีบตามมา […]

กำหนดการหลวงพ่อ

ตารางจัดอบรมปฏิบัติธรรม ของพระพุทธยานันทภิกขุ (หลวงพ่อพระมหาดิเรก พุทธยานันโท) ⊙ กำหนดการคอร์สอบรมเจริญสติเจริญปัญญา ของหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท (2559) ⊙ ············································· ● 11พ.ค. เดินทางกลับสหรัฐอเมริกา ● 16-22 พ.ค. วัดพระมหาชนก เมืองกริฟฟิน รัฐจอร์เจียร์ ● 23-30 พ.ค. วัดธัมมาราม ชิคาโก รัฐอิลลินอย สมัครติดต่อ: โทร (773)516-0277 ● 4-12 มิ.ย. วัดศรีมงคล สตาร์บวก ประเทศฝรั่งเศส ● 13-16 มิ.ย. ประเทศเยอรมัน ● 18 มิ.ย. เดินทางกลับและจำพรรษา ประเทศไทย ● 23-29 มิ.ย. สวนพันดาว อ.สันทราย เชียงใหม่ (ปิดรับสมัคร) ● 10 ก.ค.(8.30-16.00) คอร์ส […]

กำหนดการอบรมเจริญสติเจริญปัญญา

● 23 มีนาคม- 3 เมษายน นำคณะพระภิกษุสงฆ์และสามเณรเก็บอารมณ์ ณ ถ้ำราชคฤห์ อุทยานผาไท อ.งาว ลำปาง ● 5-12 เมษายน (ปิดรับ) ณ โรงเรียนดนตรี มิวสิคเฮาส์ อ.แม่สอด ตาก ● 17-23 เมษายน (ปิดรับ) ณ ดอยสติ(ดอยสะโง้ะ) สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน เชียงราย ● 5-12 พฤษภาคม บุคคลทั่วไป ณ ครุสติสถาน ใกล้วัดบัวผัน ประชาอุทิศ 76 กรุงเทพฯ โดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแสงเทียน แพร่ พอจ.ดวงศิลป์ ปิยสีโล เจ้าอาวาสวัดป่าโคกดินแดง มหาสารคาม พอจ.สมพงษ์ อินทชูโต เจ้าอาวาสวัดถ้ำแสงเทียน ชัยภูมิ สมัครติดต่อ: คุณครูจุ๋ม: 081- 557- […]

เก็บอารมณ์เข้มที่ถ้ำราชคฤห์

  ครูบาเจ้าบุญชุ่ม ญาณฺสํวโร เกจิดังแห่งภาคเหนือ ได้ทำพิธีถวายถ้ำราชคฤห์ แด่หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นสถานที่ปลีกวิเวก เก็บอารมณ์ เจริญสติ เจริญปัญญา ตามแนวทางหลวงพ่อเทียนสืบต่อไป ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับพม่า ทั้งนี้ครูบาบุญชุ่ม ญาณฺสํวโร ได้เคยตั้งจิตอธิษฐานอยู่กรรม ปิดวาจา ไม่พบผู้คน ถือศีลอยู่ในถ้ำแห่งนี้ เป็นเวลานานถึง ๓ ปี ๓ เดือน ๓ วัน เพื่อช่วยประเทศไทยให้พ้นเคราะห์กรรม หลวงพ่อมหาดิเรกจึงได้โปรดเมตตา นำคณะพระภิกษุสงฆ์และสามเณร ไปฝึกปฏิบัติเก็บอารมณ์เข้ม ในวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน ๒๕๕๙ ณ ถ้ำราชคฤห์ อ.งาว ลำปาง เป็นรุ่นแรก

ใช้สติตามรู้อยู่กับปัจจุบัน

เงาเกิดจากวัตถุกับแสง ความคิดเกิดจากรูปกับนาม   ในแง่การมองตนแบบมีสัมมาสติ เราต้องมองทุกสิ่งทุกอย่าง ในฐานะเป็นเพียง รูปธรรม นามธรรมเท่านั้น   การมีสติเผ้าดูอยู่กับปัจจุบัน ที่เป็นจริงนั้น เราต้องรู้ตัวให้ชัดๆ   เปรียบเสมือนกล่องกระดาษ ที่ใกล้แสงไฟ ที่เราหยิบมาวางอยู่ตรงนี้ จะให้เงาปรากฏ หรือไม่มีเงาปรากฏก็ได้   ถ้าไม่ต้องการเห็นเงา ก็ยกหลอดไฟให้สูงขึ้น และเลื่อนมาไว้ตรงกลาง เงาก็ไม่ปรากฏ นี่เรียกว่าปัจจุบัน เพราะวัตถุกับแสง เคลื่อนเข้ามาอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน   แต่บางครั้งเราจะต้องการใช้เงา ก็เคลื่อนหลอดไฟ ห่างออกมาวัตถุ เงาก็ปรากฏ ฉันใด   เราต้องการให้ความคิดปรุงแต่ง ปรากฏหรือไม่ปรากฏ ก็ทำเช่นเดียวกัน กับวัตถุกับแสงไฟ   เพราะเงาเป็นปรากฏการณ์ อันเกิดจากวัตถุกับแสง ความคิดก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ แบบหนึ่งของรูปกับนามเท่านั้น   แสงสว่างของดวงไฟ ก็เปรียบเสมือนแสงสว่าง ของดวงสติปัญญา   ดังนั้น พระอริยบุคคล คือผู้มีชีวิตอยู่ภายใต้แสงสว่าง แห่งสติสัมปชัญญะอย่างเข้มแข็ง   ส่วนจะสมบรูณ์มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นกับระดับสติปัญญา ของอริยะธรรมของแต่ละคนไป […]

วิธีการเจริญสติที่ถูกต้อง

วิธีการเจริญสติที่ถูกต้อง ให้พยายามตามรู้สึกตัว มากเข้าๆ ไปอีก   ในการยกมือสร้างจังหวะ เอามือเข้าเอามือออก แล้วก็รู้สึกชัดในการที่เราเดินไป ขณะเท้ากระทบพื้น พอเรารู้ในส่วนนี้มันชัดเท่านั้นเอง แล้วเราก็จะรู้ขยายออกไป ถึงส่วนย่อยของอวัยวะต่างๆ เช่นการเหยียดแขน คู้แขน การลืมตา อ้าปาก กลืนน้ำลาย กระพริบตา การเคี้ยวอาหาร รู้ขยายออกไปๆ ในอิริยาบทย่อยๆ เราลุก เราก็รู้ เรานั่งเราก็รู้ เรายืนเราก็รู้ เราเดินเราก็รู้ เราจะไปจับอะไร ทำอะไร มันก็รู้โดยอัติโนมัติ   ถ้าหากเรารู้ชำนาญในส่วนใหญ่ๆ แล้ว ในอิริยาบถใหญ่แล้ว มันค่อยรู้ลึกลงไปๆ   เราก็จะไปถึงการเห็นความคิด ความคิดมันเกิดขึ้น แต่ทีแรกเราจะไม่เห็น ความคิดมันเกิดขึ้น ๑๐๐ เรื่อง เราจะเห็น ๒-๓ เรื่อง แต่ถ้าเรามีความรู้สึกมากขึ้น เราก็จะเห็นความคิดถี่ขึ้น ความคิด ๑๐๐ เรื่องก็จะเห็น ๕ เรื่อง ๑๐ เรื่อง ๒๐ […]

วิธีปรับธาตุสี่ให้สมดุล

ปฏิบัติธรรม คือ ปรับธาตุสี่ให้สมดุล ถ้าพูดถึงการปรับธาตุ 4 ให้เหมาะกับฤดูกาล ให้นึกถึงสภาพข้างนอก ถ้าสภาพข้างนอกเย็นให้ปรับอุณหภูมิ ทีนี้องค์ประกอบของความร้อนและความเย็นคืออะไร องค์ประกอบความเย็นก็มี 2 ตัว คือน้ำกับลม และองค์ประกอบของความร้อนก็มี 2 ตัว คือไฟกับดิน เมื่อเราป้องกันข้างนอกอย่างไร เราก็ป้องกันข้างในอย่างนั้น ธาตุ 4 ของเราก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในทางกาย เมื่อเป็นฤดูหนาวเราก็เพิ่มอาหารที่เป็นธาตุไฟกับธาตุดินให้แก่ร่างกาย เมื่อถึงฤดูร้อนเราเพิ่มอาหารที่เป็นธาตุน้ำและธาตุลม เป็นต้น (ส่วนอาหารประเภทไหนเป็นธาตุอะไรบ้าง ไปหารายละเอียดเอาเองก็แล้วกัน) การปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน คือการปฏิบัติต่อธาตุ 4 ให้เกิดความสมดุล เช่น ถ้ากินข้าวเหนียว ซึ่งเป็นธาตุดิน มันก็ให้ความร้อนและพลังงาน และจะทำให้เรารู้สึกร้อนทางกาย ถ้าเป็นฤดูหนาวก็ช่วยให้เรารู้สึกอบอุ่นขึ้น ถ้าเป็นฤดูร้อนจะทำให้เรารู้สึกร้อนขึ้นกว่าเดิม ทั้งทางกายและจิตด้วยในคนบางคน   ใช้สังขารให้เป็นประโยชน์ เราจะเห็นว่า การรักษาความสมดุลพอดีของสังขารนั้น รักษายากมาก ดังนั้น สังขารจึงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดถึงจะอยู่รอดปลอดภัยได้ เมื่อสังขารของเราได้รับทุกข์ เราจะได้ประโยชน์อะไรจากสังขารบ้าง ถ้ามองในแง่ประโยชน์ทางโลกียะ […]