พรปีใหม่จากหลวงพ่อมหาดิเรก

มอบพรดีปีใหม่นี้ให้เธอคนดี การใช้ชีวิตแบบขาดสัมปชัญญะ มักจะพบกับความวิบัติเสียหาย ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน แต่มนุษย์น้อยคนที่จะตระหนักรู้ และเห็นความสำคัญของเรื่อง การฝึกสติสัมปชะญญะให้เข้มแข็ง เพื่อจะเป็นเกราะป้องกันตนเอง ให้พ้นจากภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งเราไม่อาจรู้ได้ว่า มันจะเกิดกับเราเมื่อไร แต่เมื่อพลาดพลั้งขาดสติ ได้รับความวิบัติเสียหาย เราก็มักจะไปโทษเวรกรรมวิบากกรรมเก่า หรือไปโทษเคราะห์หามยามร้าย โทษผีสางเทวดา ผีเข้าเจ้าสิงเป็นต้น แต่ข้อเท็จจริงตามหลักพระพุทธศาสนา ก็มีกรณีเดียวคือ ความประมาท ขาดสติสัมปชัญญะ เป็นสาเหตุที่แท้จริงของความวิบัติเสียหายนั้นๆ ดั้งนั้น ทุกคนที่ปรารถนาความอยู่รอดปลอดภัยแก่ชีวิตของตน ควรตั้งใจศรัทธาให้กับการฝึกสติสัมปชัญญะอยู่เสมอมิให้ขาด แล้วจะแคล้วคลาดจากวิบัติอุปัตติภัยทั้งหลายทั้งหลายทั้งปวง ดั้งนั้น ในดิถีขึ้นปีใหม่สากลปีนี้ ขอให้ทุกท่านที่หวังความสุขความเจริญ และมีชีวิตปลอดภัยสงบสุข ขอให้หันมาเจริญสติ สมาธิ ปัญญาเป็นประจำ โดยทั่วหน้ากันเทอญ. พระพุทธยานันทภิกขุ 30 ธันวาคม 2558

ตื่นรู้และเบิกบาน คือเป้าหมาย

การปฏิบัติต้องมีเป้าหมาย ขอให้ทุกคนตั้งใจปฏิบัติ และนั่งฟังไปด้วย เพราะวิธีปฏิบัติแบบแคลื่อนไหวนี้ เป็นวิธีที่ให้ศึกษาและปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน เพื่อนำชีวิตจิตใจของเรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะให้บ่อยๆ และนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ใจเราเคยอยู่ไกลตัวเองมานานจนนับชาติไม่ถ้วน เมื่อเราเกิดมาพบคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เหมือนได้มาพบกับพระพุทธองค์จริง ท่านก็สอนเราให้เรานำชีวิตจิตใจ มาอยู่กับปัจจุบันอยู่เสมอๆ อย่าปล่อยใจให้คิดไปกับอดีตและอนาคต เพราะจะทำให้เราเผลอคิด อันจะก่อให้เกิดความทุกข์และปัญหาตามมา   เป้าหมายที่๑ และเป้าหมายที่๒ เพราะฉะนั้น เราจึงพากันมา “ฝึกความตื่นรู้ ให้จิตอยู่กับปัจจุบัน” นี้คือเป้าหมายหลักที่หนึ่งของปฏิบัติของเรา เพื่อฝึกฝนตัว “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม ณ ปัจจุบัน” เมื่อเรานับถือศาสนาพุทธ เราก็ควรพยายามฝึกใจให้เข้าถึงพุทธภาวะที่แท้ คือ เข้าถึงความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน ให้ได้สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อความเป็นพุทธะในจิตของเราสมบูรณ์มากขึ้น จิตก็ไม่เหลือพื้นที่ให้กับกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นเหตุของการการเวียนว่ายตายเกิด จิตก็ไม่ต้องรับความทุกข์ทรมานจากการเกิด อันนี้คือเป้าหมายที่สองของเรา   กลางคืนฝัน กลางวันคิด เพราะจิตไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน วิธีการปฏิบัติ ก็คืออย่างที่พวกเรากำลังทำนี่แหละ คือมีสติตามรู้การเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม เช่น การกิน อยู่ หลับ นอน นุ่ง ห่ม […]

ดินกับน้ำ รูปกับนาม

ดินกับน้ำ รูปกับนาม ดินเหมือนกับรูป น้ำเหมือนกับนาม พอมารวมกันได้ไม่นาน น้ำกับดินผสมกัน ด้วยความเป็นธาตุของมัน ก็จะไปสร้างสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา เป็นพืชพันธุ์ แต่เมื่อใดดินปราศจากน้ำ ดินก็จะแห้ง พืชก็จะตาย หรือมีแต่น้ำไม่มีดิน พืชก็ไม่เกิด แต่เมื่อน้ำกับดินมาอยู่ด้วยกัน ก็มีสิ่งมีชีวิตเกิด เมื่อรูปกับนามมาอยู่รวมกัน ก็มีสังขารเกิด ถ้ามีตัวกั้นระหว่างรูปกับนาม ไม่ให้ถึงกัน แต่อยู่คนละส่วน เหมือนน้ำอยู่ในแก้ว มันก็ไม่ซึมลงดิน ตั้งไว้นานเท่าใด ดินก็ชุ่มไม่ได้ เพราะมีสิ่งกันอยู่ กายกับใจจะอยู่ด้วยกันนานเท่าใด ก็ไม่สามารถเกิดทุกข์ได้ เมื่อมีตัวสภาวะอันหนึ่ง เรียกว่า ตัวปรมัตถธรรม เข้าไปกั้นอยู่ การเกิดขึ้นก็ไม่ปรากฏ                               เราก็มาเจริญตัวสภาวะปรมัตถ์นี้ ให้เข้มแข็ง การเกิดทุกข์ก็ไม่มี การเกิด แก่ เจ็บ ตาย […]

เวทนาเหมือนฝน พัดลงสู่กายใจตลอดเวลา

รูปนามสัมผัสได้ ไม่ต้องคิด ตัวหลักคือรูปนาม รูปนามเหมือนกับเรานั่งอยู่บนฝั่งน้ำ ฐานเดิมของเราคือความรู้สึกขณะที่รู้อยู่ขณะนี้โดยที่ไม่ต้องใช้หัวคิด ใช้ปัญญา ใช้เหตุผลคาดคะเน  หรือใช้วิธีคิดอะไรทั้งสิ้น ที่เราสัมผัสได้ขณะนี้เดี๋ยวนี้ อันนี้คือตัวหลักเราเรียกว่ารูปนาม มีอยู่ใช่มั้ยความรู้สึกอันนี้ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เคร่ง ตึง เจ็บปวด มีอยู่สัมผัสได้ อันนี้คือตัวหลัก เป็นรูปนามที่เราสัมผัสได้เลยโดยที่ไม่ต้องคิด เวทนา ทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่า สุข ทุกข์ อทุกขมสุขเวทนา มีกับเราตลอดเวลา มันไม่ได้มีบางเวลา เหมือนฝนที่ตกลงมา เราต้องการน้ำมากเท่าไร  เราก็เอาภาชนะมารอง ภาชนะเล็กๆก็เก็บได้น้อย นักวิทยาศาสตร์สร้างเขื่อน น้ำก็เลยกลายเป็นทรัพย์มหาศาล ผลิตได้สารพัดอย่าง เวทนาเหมือนฝน พัดลงมาสู่กายใจตลอดเวลา เราต้องสร้างเขื่อนคือตัว”สติ” เราต้องการปัญญามากแค่ไหน ก็สร้างเขื่อนให้ใหญ่ๆ บริหารเวทนา ให้สงบจากเวทนา ในช่วงของการปฏิบัติ เราเกี่ยวข้องกับเวทนาทั้งสามตัวนี้ตลอดเวลา สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ความรู้สึกสบาย ความรู้สึกไม่สบาย ความรู้สึกไม่แน่ว่ามันจะสบายหรือไม่สบาย อทุกขมสุขเวทนาไม่ใช่ตัวอุเบกขา แต่ว่ามันเป็นภาวะที่ไม่ชัดนั่นเอง ในสภาวธรรมอื่นๆ มันก็ออกมาเป็นตัววิจิกิจฉา เป็นตัวที่ไม่ชัดเจน […]

รู้เวทนาพาไปสู่รู้ซื่อๆ

พระอริยะบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบัน ไปถึงพระอนาคามี ก็ต้องเกิดเวทนาเสียก่อน ปัญญาถึงจะมาทัน ถ้าเลยขอบเขตนั้นไป ก็เป็นตัณหา อุปาทาน เพราะฉะนั้น จึงได้เน้นตัวเวทนา เวทนาตัวนี้จะนำไปสู่ ตัวปรมัตถ์ได้ ก็ต้องแปลงตัวเวทนานี้ ให้เป็นปัญญา แต่ถ้าเราไม่ทันต่อเวทนา เลยขอบเขตของเวทนาไป เป็นตัณหา อุปาทาน มันก่อให้เกิดความคิด เรียกว่าสังขาร สังขารตัวนี้ ก็เป็นตัวสร้างเรื่อง ยิ่งรู้ทันเวทนามาก ปัญญายิ่งมาก โลกุตตรปัญญาคือปัญญาที่มารู้ใจตัวเอง เพิ่มได้ แต่โลกียปัญญานั้น ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม บรรพบุรุษให้มาเท่าไรก็ได้เท่านั้น แต่โลกุตรปัญญาเพิ่มได้ตลอดเวลา เพียงแต่รู้จักปรับเวทนาด้วยสติสัมปชัญญะเท่านั้นเอง มันก็กลายเป็นปัญญา แต่ส่วนใหญ่เราสนองเวทนาที่เกิดขึ้นกับกายกับใจของเราด้วยสัญชาตญาณ ความฉลาดเราจึงเพิ่มขึ้นไม่มากเท่าไหร่ อาตมาพยายามศึกษาเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก อยากจะให้นักปฏิบัติของเราเห็นความสำคัญของเรื่องเวทนา วงล้อนี้หยุดหมุนได้ด้วยการรู้เท่าทันเวทนา พระอาริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบัน ไปถึงพระอนาคามี ก็ต้องเกิดเวทนาเสียก่อน ปัญญาถึงจะมาทัน ถ้าเลยขอบเขตนั้นไปก็เป็นตัณหาอุปาทาน เพราะฉะนั้นจึงได้เน้นตัวเวทนา เวทนาตัวนี้ที่จะไปสู่ตัวปรมัตถ์ได้ ก็ต้องแปลงตัวเวทนานี้ให้เป็นปัญญา แต่ถ้าสมมติว่าเราไม่ทันต่อเวทนา เลยขอบเขตของเวทนาไปเป็นตัณหาอุปาทาน มันก่อให้เกิดความคิด เรียกว่าสังขาร สังขารตัวนี้ก็เป็นตัวสร้างเรื่อง สมมติภาพสไลด์ที่เห็นนี้เรียกว่านามรูป […]

ภาพกิจกรรมงานอบรม ณ วัดป่าชัยมงคล

ภาพกิจกรรมงานอบรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว โดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท ระหว่าง 1-6 ธันวาคม 2558 ณ วัดป่าชัยมงคล (วัดหนองผักหลอด) บ้านหนองผักหลอด อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ

เวทนา สะพานเชื่อมกายและใจ

  สะพานนี้ชื่อเวทนา กายนอกคือธาตุ๔ กายในคือขันธ์๕ ในภาคปฏิบัติ เราจะปฏิบัติกับกายใน คือขันธ์๕ รูปตัวต้นในขันธ์๕ เป็นได้ทั้ง ๒ รูป คือ รูปในส่วนที่เป็นภายนอก หรือมหาภูตรูป (ธาตุ๔) และรูปที่เป็นภายใน เรียกว่าเวทนา (เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เคร่ง ตึง) เรารู้ว่าเรามีธาตุสี่ เพราะมีเวทนาเป็นตัวแสดง แต่ถ้าเราไม่มีเวทนา เช่นคนตาย มีรูปภายนอก แต่ไม่มีรูปภายใน คือไม่มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เวทนาทางกายมี ๓ ระดับ คือ รู้สึกสบาย ไม่สบาย และเฉยๆ คือยังไม่แน่ เวทนาทางจิตก็มี ๓ ระดับคือ รู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ แล้วก็เฉยๆ ไม่แน่ ความรู้สึกสบายทางกาย นำไปสู่ความรู้สึกสบายทางจิต เรียกว่าสุขเวทนา ความรู้สึกไม่สบายทางกาย นำไปสู่ความรู้สึกไม่สบายทางจิต เรียกว่าทุกขเวทนา ความรู้สึกยังไม่แน่ทางกาย […]