เวทนาปริคคหสูตร

  เวทนา ทางลัดสู่ประตูนิพพาน พระสารีบุตรบรรลุธรรมเพราะฟังธรรมชื่อเวทนาปริคคหสูตร พระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกฝ่ายขวาของพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาเป็นเลิศกว่าทุกองค์ ใกล้คียงกับพระพุทธเจ้า พระสารีบุตรมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อโมคคัลลานะ พากันไปแสวงหาอาจารย์ แล้วไม่ได้อย่างใจ ไม่มีอาจารย์ไหนที่ตอบคำถามได้อย่างถูกใจ ตอนนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่พระปัญจวัคคีทั้งห้าแล้วบรรลุธรรมพร้อมกัน แล้วท่านก็แยกย้ายกันไปประกาศศาสนา ทางละองค์ บังเอิญว่าท่านอัสสชิผ่านหมู่บ้านของท่านสารีบุตร ตอนนั้นท่านเป็นคฤหัสถ์ชื่อว่าอุปติสสะ แล้วอุปติสสะกำลังสัญญากับเพื่อนๆว่าเราแยกทางกันเดินไปแสวงหาอาจารย์เดินคนละทาง ถ้าหากว่าใครเจออาจารย์ดีกว่าก็มาบอกกัน เช้าวันนั้นพระอัสสชิกำลังเดินบิณฑบาตอยู่ อุปติสสะเห็นว่าพระรูปนี้เดินแปลกกว่าเพื่อน เดินสบายสำรวมไม่หลุกหลิกไม่กระวีกระวาด ไม่รีบร้อน และไม่ช้าเกินไป ก็เลยตามไปติดๆ จะเข้าไปถามปัญหาท่าน แต่เวลาบิณฑบาตเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสม ท่านจึงตามไปห่างๆ เมื่อพระอัสสชิบิณฑบาตได้มาพอสมควร ท่านก็มานั่งฉันใต้ร่มไม้ ในสมัยนั้นยังไม่มีวัดวาอาราม อุปติสสะก็นั่งอยู่ใกล้ๆ พอเห็นว่าท่านทำภารกิจในการฉันเสร็จแล้ว ก็เข้าไปถามว่า ท่านมาจากสำนักไหน อาจารย์ของท่านชื่ออะไร และอาจารย์ของท่านสอนธรรมอะไรแก่ท่าน พระอัสสชิก็บอกว่าอาตมาเป็นพระใหม่เพิ่งบวช และเพิ่งฟังธรรมมาจากอาจารย์ของเรา เพราะฉะนั้นจะตอบคำถามท่านทั้งหมดไม่ได้หรอก อุปติสสะจึงขอร้องให้พูดสักนิด ท่านก็พูดเป็นภาษาของท่าน “เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุง ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณฯ” คาถานี้ชาวพุทธต้องจำได้ดี อาจารย์ของฉันสอนว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ ถ้าจะทำให้มันดีก็ทำที่เหตุ ถ้าจะทำให้มันเสียก็เสียที่เหตุ […]

จิตเหมือนหุ่นไล่กา

เรื่องของจิตท่านจึงกล่าวไว้หลายมิติ เมื่อเข้าไปสู่ภาวะของจิตแล้ว เหมือนหุ่นไล่กาที่อยู่กลางท้องนา หุ่นไล่กามันจะทำหน้าที่เคลื่อนไหว ต่อเมื่อมีลมมากระทบ เหมือนคนจริงเลย พวกนกกามันก็กลัว จิต เหมือนกับหุ่นไล่กา อารมณ์ที่มากระทบ เหมือนกับลม ในลักษณะของจิตที่มันแกว่งไปตามลม มันก็จะไหว พอเรารู้ว่าจิตมันไหว เราก็สามารถปรับให้มันนิ่งได้ ลมที่พัดข้างนอก อย่างที่เป็นรูปธรรม เราปรับมันไม่ได้ แต่ลมที่พัดข้างใน เป็นนามธรรม คือวิตกวิจาร มากระทบ เราปรับมันได้เรื่อยๆ พระพุทธยานันทภิกขุ   ไฟล์เสียง “เบิกตาชาวอาศรม” ตอน “จิตตานุปัสสนา” http://buddhayanando.com/wordpress/?p=6741  

รายงานชุดปฏิบัติการ “ขุดบ่อหาน้ำใส ขุดใจหานิพพาน”

รายงานการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ตามแนวทางหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ๑๔-๑๕ พ.ย. ๕๘ ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ กทม. ดำเนินการสอนโดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท   ขุดใจหานิพพาน (๑) เช้าวันเสาร์ที่ ๑๔ พ.ย. ๕๘ เครื่องมือสำคัญในการขุดใจ คือกัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการ ตามที่หลวงพ่อเคยสอนไว้ หลวงพ่อมหาดิเรกผู้เป็นกัลยาณมิตร เปรียบได้กับรถขุดบ่อ ส่วนคนขับรถขุดบ่อ อันได้แก่ผู้ปฏิบัติแต่ละท่าน จะขุดได้ลึกเพียงใด ขึ้นอยู่กับการใช้โยนิโสมนสิการ ศึกษาคู่มือการใช้งาน และลงมือขับ โดยมีศรัทธาและความเพียร เป็นตัวบ่งชี้ความก้าวหน้า ของแต่ละคน ในการปฏิบัติครั้งนี้ ผู้ปฏิบัติเก่าหลายท่าน เริ่มเข้าใจหลวงพ่อมากขึ้น หลังจากที่เกิดสุตตมยปัญญา จากการได้ฟังคำสอนมาหลายรอบ จนเกิดจินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญาตามลำดับ สังเกตได้ว่าผู้ปฏิบัติเก่าบางท่าน มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถอยู่เสมอ ในระหว่างนั่งสร้างจังหวะ เพื่อบำบัดทุกข์ เช่น ความปวด ความง่วง และมีความตื่นตัวกันมากขึ้น นับเป็นนิมิตหมายอันดี ว่าการขุดใจครั้งนี้ ต้องสำเร็จแน่นอน   ขุดใจหานิพพาน (๒) หลวงพ่อนำทีมปฏิบัติการ […]

เหตุเกิดวิชชา

นิโรธปฏิปทาอริยสัจจ์ เหตุเกิดวิชชาและวิมุติเพื่อเห็นตัวเหตุต้น แก้ไขสมุทัยสัจจ์และปรับเปลี่ยนเหตุเกิดทุกข์ให้เป็นเหตุดับทุกข์ 10 ประการ วิชชา คือ สามารถเจริญโพชฌงค์ 7 ได้มากขึ้น คือ เกิดอาการตื่นรู้ทั้งกายและจิตต่อเนื่องกันยาวนานจนสามารถทำวิปัสสนาเกิดขึ้น ชำระศีล-สมาธิ-ปัญญาที่เคยรับใช้ความคิดปรุงแต่งให้เดินทางโพชฌงค์ 7 ได้ กัลยาณมิตร เป็นเหตุให้เกิดปัญญา 3 ประเภท คือ สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ภาวนามยปัญญา ศรัทธา เกิดศรัทธาเชื่อมั่น เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว เข้าใจถูกต้อง แล้วตัดสินทำตาม แต่เชื่อมั่นในพื้นฐานตามหลักศรัทธาที่ถูกต้องในสัมมาทิฐิในพุทธธรรม 4 ประการคือ กัมมสัททา = เชื่อกรรมคือ การกระทำของตนที่ประกอบด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง (สัมมาสังกัปปะ) กัมมวิปากสัททา คือ เชื่อมั่นการกระทำที่ตนเองทำอย่างถูกต้องย่อมเกิดผลที่ถูกต้องดีงามแน่นอน กัมมสกตาสัททา คือ เชื่อมั่นว่าผลของกรรมไม่ว่าจะออกมาเป็นดี – หรือชั่ว สุขหรือทุกข์ ตนเองก็ยินยอมพร้อมรับผลที่ตามมาอย่างเข้าใจ ตถาคตะโพธิสัททา คือ เชื่อศรัทธาในความรู้ที่เกิดจากโพธิปัญญาของพระพุทธองค์ที่ตรัสรู้อย่างถูกต้องเป็นสวากขาตธรรมเท่านั้น และเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ผลอกุศลกรรมต่างๆ ด้วยวิปัสสนาญาณได้จากหนักเป็นเบา  จากเบาไปสู่การสิ้นกรรมได้ สติสัมปชัญญะ คือ เกิดการได้คิดเห็นโทษภัยของความเชื่อที่ผิดๆ […]

รู้เฉยๆ (ฌานที่ 4)

หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท เมตตาสาธยายธรรม เรื่อง รู้เฉยๆ (ฌานที่ 4) ในคอร์สอบรมเจริญสติ 10-20 ตุลาคม 2558 ณ ครุสติสถาน ประชาอุทิศ 69 กรุงเทพฯ

รวมภาพการเจริญสติที่ดอยสะโง้ เชียงแสน ๒-๙ พ.ย. ๕๘

การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ตามแนวทางหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ที่ดอยสะโง้ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ท่ามกลางทะเลหมอกและความหนาวเย็น ในขณะที่อากาศในเมืองยังคงเร่าร้อน นำการปฏิบัติโดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท

นกแก้วเจ้าเล่ห์

ขณะที่ท่านตั๊กม้อเดินธุดงค์ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ท่านได้พบนกแก้วอยู่ในกรง มันเป็นนกแก้วที่มีปัญญาฉลาดกว่ามนุษย์ มันได้เอ่ยถามท่านตั๊กม้อว่า “ท่านผู้มีบุญ ขอท่านได้โปรดเมตตา ชี้แนะทางออกจากกรงให้ข้าด้วยเถิด” ท่านตั๊กม้อจึงได้กล่าวตอบไปว่า “สองขาเหยียดตรง สองตาปิดสนิท” นกแก้วได้ฟังเช่นนั้นก็เข้าใจทันที เมื่อถึงเวลาเย็น เจ้าของบ้านกลับมา ก็ตรงมาที่กรงนกแก้วเพื่อหยอกล้อตามปกติ เมื่อเห็นนกแก้วของตนนอนเหยียดขาหลับตา ก็ตกใจ นึกว่ามันตายแล้ว จึงเปิดกรงและหยิบมันออกมา นกแก้วที่แกล้งหลับตาตัวแข็งทื่อ เมื่อรู้สึกว่าตัวเองออกมานอกกรงแล้ว ก็รีบโผบินสู่ท้องฟ้า ได้รับอิสรภาพสมดังใจ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การตายก่อนตาย คือการตายจากโลภ โกรธ หลง จะนำเราไปสู่ความอิสระเสรีที่แท้จริง

ว่างจากจิตหรือจิตว่าง

ว่างจากจิตหรือจิตว่าง ความรู้สึกตัว เป็นพื้นฐานสำคัญเบื้องต้นของอารมณ์วิปัสสนาและปัญญาญาณ  ดังนั้น การเจริญสติให้รู้เนื้อรู้ตัวอยู่เรื่อยๆ จึงเป็นพื้นฐานที่ดีของการเจริญวิปัสสนาญาณ เพราะความรู้สึกตัวชัดๆในปัจจุบันขณะและเข้าใจว่าความรู้ตัวชนิดนี้ สามารถทำให้จิตหยุดปรุงแต่งได้เป็นพักๆได้ ซึ่งเป็นการพักจิต เมื่อเข้าใจกับอาการของจิตชนิดนี้ได้  ก็จะไม่เกิดภาวะเก็บกดใดๆซ่อนเร้นอยู่ในจิต เป็นการเจริญสัมปชัญญะและสัมมาสมาธิได้โดยตรง บางครั้งผู้ปฏิบัติ อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้กิริยาท่าที หรือท่าทางตามพิธีกรรมใดๆ เข้ามาบังคับตนเองให้ลำบาก เพราะในชีวิตประจำวัน เราอาจไม่มีเวลาว่างมากนัก ที่จะปฏิบัติตามรูปแบบ แต่เราสามารถตามรู้อาการต่างๆของกายใจได้ไม่ขาดสาย ดังนั้น การเจริญสติสัมปชัญญะที่สามารถเข้าใจได้แบบนี้ เป็นสมาธิที่เอื้อต่อการเจริญวิปัสสนาได้อย่างวิเศษ โดยไม่ต้องมีความลังเลสงสัยใดๆเลย เพราะสมาธิแบบนี้เรียกว่า อนันตริกะสมาธิ คือสมาธิที่ต่อเนื่อง แบบไม่มีอารมณ์อะไร มากระทบแซกแซงให้ขาดตอนได้ง่ายๆ เพราะมีกำลังของสัมปชัญญะคอยคุ้มกันอยู่ ความเข้าใจสมาธิชนิดนี้ เป็นผลให้ผู้ปฏิบัติ ไม่รู้สึกลังเลในการปฏิบัติ และจะสามารถทุ่มเทเวลาปฏิบัตได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพราะดังได้กล่าวแล้วว่าการทำสมาธิแบบนี้ ไม่มีท่าทีลีลา หรือรูปแบบใดๆมากำหนดตายตัวว่า ต้องนั่งแบบนี้ เดินแบบนั้น มาเป็นกรอบให้เดิน จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกๆอิริยาบถ และทุกๆกิจกรรม ทุกๆการงานในชีวิตประจำวัน เพียงแต่ตั้งจิตให้มั่นคงไว้กับการเคลื่อนไหวของกาย เวทนา จิต และอารมณ์อย่างชัดเจนและต่อวเนื่องไปเรื่อยๆเท่านั้น   ผู้เริ่มต้นฝึกใหม่ ต้องเดินตามรูปแบบก่อน แต่สำหรับผู้ใหม่หัดขับ ต้องไปเริ่มต้นตั้งไข่ที่รูปแบบการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภมาก่อน เจริญสติตามรูปแบบนั้นมา จนกว่าจะเห็นอารมณ์รูปนามตามความเป็นจริงแล้ว […]

รูปนาม ตอนที่ ๓ (รูปโรค นามโรค)

รูปโรค นามโรค   รูปทำก่อให้เกิดเป็นรูปธรรม ธรรมะแยกเป็นสมมติกับปรมัตถ์ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว หลวงพ่อเทียนก็ให้รู้ต่อไปว่า รูปโรคนามโรค รูปมันมีโรค เรานั่งอยู่นี่มันเกิดตลอด รูปโรคนามโรคเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเวทนา ซึ่งมี ๓ ลักษณะคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และ อทุกขมสุขเวทนา เมื่อใดมันเป็นทุกขเวทนาขึ้นมามันก็เป็นโรค ทุกขเวทนาเกิดจากโรคทั้งโดยสภาวะและโดยสมุฏฐาน โรคจึงมี ๒ อย่าง โรคโดยสภาวะ เกิดจากไตรลักษณ์ของกายและใจโดยตรง เช่นเมื่อเรานั่งนานมันเป็นทุกข์ อันเกิดจากอนิจจังทุกขัง อนัตตามันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงไปสู่ตัวโรคคือตัวทุกข์นั่นเอง โรคชนิดนี้ต้องบำบัดเรื่อยๆ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หมอรักษาไม่ได้ เพราะหมอเองก็เป็นเหมือนกัน หมอนั่งนานๆก็ปวด คนไม่มีสติก็สามารถบำบัดเองได้โดยสัญชาตญาณ แต่คนที่ใช้สติเข้าไปบำบัดก็จะกลายเป็นตัวปัญญาขึ้นมา โรคโดยสภาวะเราบำบัดโดยใช้สติสมาธิปัญญาโดยตรง ในการเปลี่ยนอิริยาบทไปเรื่อยๆอย่างรู้สึกตัว โรคโดยสมุฏฐาน เกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร ทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง โรคตับ โรคไต ฯลฯ หมอรักษาได้แต่ไม่หมด ต้องเอาตัวสติปัญญาเข้ามารักษาด้วย กรรม เราเดินไม่ระวังเอาหัวแม่เท้าไปเตะหินเข้า […]