รูปนาม ตอนที่ ๑

อารมณ์รูปนาม คือประตูสู่ปัจจุบัน ในเบื้องต้น ให้เรียนรู้การการเจริญสติ จนเห็นรูปนามให้ชัดๆ เพื่อให้หายสงสัยรูปนามในระดับที่เราสามารถพิสูจน์เห็นเองได้เสียก่อน ถ้าไม่สงสัยในความรู้สึกตัวเมื่อใด สติแบบนั้นก็เป็นสติในรูปนามแน่นอน เป็นประตูให้จิตกลับมาเข้าสู่กระแสของความรู้สึกตัวในปัจจุบันได้เร็วขึ้น เบื้องต้นอาจจะเรียนรู้รูปนามแบบสัญญาไปก่อน ถ้าเราขยันรู้ตัวไปเรื่อยๆ ไม่ขี้เกียจหรือท้อถอยเบื่อหน่ายเสียก่อน ก็มีโอกาสประจักษ์แจ้งรู้รูปนามด้วยตนเองก็ไม่ยากเลย   รูปนามแบบสัญญา รู้ทันกายแต่ไม่ทันจิต แต่ถ้ายังสงสัยอยู่ ก็เพียรทนทำ และทำทนไปเรื่อยๆ รูปนามที่จำโดยสัญญา มันก็มีการแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่ เพราะความเร็วของสติในระดับสัญญา มันอาจยังไม่รู้เท่าทันจิต แต่สติในระดับนี้ สามารถรู้เท่าทันกายได้ ก็ควรพอใจแค่นี้ไปก่อน พอเพียรทำไปเรื่อยๆ สติในกายก็ค่อยพัฒนาสัญญาที่เคยติดในรูป ก็จะค่อยๆแปรสภาพเป็นปัญญาญาณมากขึ้น ยังจดจำเรื่องการเคี่ยวน้ำกะทิ ให้เป็นน้ำมันอยู่หรือเปล่า ถ้าเข้าใจรูปธรรมอันนั้น ก็จะเข้าใจความจริงเรื่องนี้ได้ไม่ยากอะไรเลย ประการสำคัญต้องทำความเพียรคือการเคี่ยวสติกับการเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เบื้องต้องอาศัยการรู้รูปนามแบบสัญญาจดจำอาการไปก่อน ถ้านักปฏิบัติคนไหนไม่ชัดเจนเห็นแจ้งอารมณ์รูปนามตั้งแต่ต้น การปฏิบัติแบบนี้ จะมีปัญหาไปตลอด เพราะรูปนามเป็นต้นตอ และพื้นฐานที่สำคัญสำหรับคนเริ่มต้นใหม่ในวิธีนี้   รูปนามแบบปัญญา พาให้เกิดปีติ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า รูปนามแบบไหนเป็นสัญญา แบบไหนเป็นปัญญา ข้อสังเกตง่ายๆ ก็คือว่า ถ้าช่วงใดที่ทำความเพียรแบบต่อเนื่อง ครั้งละหลายชั่วโมง จังหวะใดจังหวะหนึ่ง มันเกิดความรู้สึกโล่ง โปร่ง เบาสบาย จนน้ำหูน้ำตาไหลอย่างหาสาเหตุไม่ได้ หรือเกิดความคิดย้อนหวนทวนกลับไปในอดีต […]

ภาพการเจริญสติ ณ ครุสติสถาน บ้านบางครุ กรุงเทพฯ ๑๐-๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๘

รวมภาพการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ณ ครุสติสถาน ทุ่งครุ กทม. ๑๐-๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๘ ดำเนินการสอนโดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท ผู้ปฏิบัติต่างเคลื่อนไหวอย่างมีสติ ทั้งในและนอกรูปแบบ

กรอบแห่งนามรูป (นามรูป ตอนที่ ๓)

กรอบแห่งทุกข์ คนทั้งหลายที่ไม่ได้เรียนรู้และปฏิบัติวิปัสสนาอย่างถูกต้อง จิตก็จะนึกคิดปรุงแต่งวนเวียนหาแต่เรื่องสุขเรื่องทุกข์ ไม่สามารถมองผ่านออกไปจากกรอบนี้ได้เลย และเป็นไปไม่ได้เลย ผู้ที่ได้วิปัสสนาญาณ จะเปิดทางออกของจิตไปนอกกรอบนี้ได้ ผู้ที่จะสัมผัสความไม่ทุกข์ที่แท้จริงได้ คือผู้เข้าใจวิปัสสนาแล้วเท่านั้น นอกนั้นสัมผัสได้เหมือนกันแต่เป็นลักษณะชั่วคราว แต่ก็สัมผัสแบบโมหะมากกว่า ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนาจะสัมผัสความไม่ทุกข์ได้ถาวรแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับระดับของภูมิธรรม คนไหนเข้าสู่กระแสพระโสดาบันไม่ทุกข์ 25 % ถ้าเข้าสู่กระแสสกิทาคามีไม่ทุกข์ 50% ถ้าเข้าสู่กระแสอนาคามี ไม่ทุกข์ 75% คนไหนเข้าสู่กระแสพระอรหันต์แล้วก็ไม่ทุกข์ 100% ธรรมนิยาม เป็นไปตามกฎธรรมชาติ รูปนามคือกายสังขาร กายหรือรูปทั้งหลายทั้งปวง มันเป็นไปตามกฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเกิดที่ไหน กฎทั้ง ๓ อย่างนี้ต้องติดตามไปปฏิบัติหน้าของมันที่นั่น กฎธรรมชาติอันอมตะนี้ เรียกว่า ธรรมนิยาม เป็นกฎตายตัวของสิ่งที่เป็นสังขารทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น สังขารอย่างหยาบ สังขารอย่างกลาง สังขารอย่างละเอียดก็ตาม นามรูปคือจิตสังขาร ความคิดปรุงแต่งเป็นจิตสังขาร หรือนามรูปนั้นเอง ส่วนกายสังขาร คือรูปนาม ถ้ามีสติปัญญาเข้าไปรู้เท่าทันอยู่มันเป็นประจำ สังขารเหล่านี้ก็ถูกเปลี่ยนเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ไปทันที แต่ถ้าไม่มีปัญญาเข้าไปรู้เท่าทันมัน ทั้งรูปนามหรือนามรูปทั้งปวงนั้น ก็ยังเป็นสังขารเหมือนเดิม คือลื่นไหลไปตามกฎของไตรลักษณ์ คือแปรปรวน กายไม่สบาย ใจไม่สงบ อยากอะไรต่ออะไรไปเรื่อยๆ แล้วก็เปลี่ยนเรื่องเก่าไปหาเรื่องใหม่เรื่อยๆ […]

กำหนดการคอร์สอบรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว โดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท

  21 – 29 สิงหาคม และตุลาคม อบรมหลักปริยัติสำหรับนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นตรีและโท ณ สำนักปฏิบัติธรรม วัดพระธาตุแสงเทียน อ.เด่นชัย จ.แพร่ 30 สิงหาคม งานนำเจริญสติเพื่อสันติภาพไทย-ลาว จ.นครพนม 12 – 13 กันยายน อบรมเจริญสติเจริญปัญญา ณ หอจม.เหตุพุทธทาส สวนรถไฟ กรุงเทพฯ 13 – 22 กันยายน เก็บอารมณ์เข้มสำหรับผู้ปฏิบัติจำนวน 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1: 13-18 สำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ กลุ่มที่ 2: 13-20 สำหรับผู้เคยปฏิบัติมาแล้ว ฝึกปฏิบัติต่อเนื่อง 7 วัน กลุ่มที่ 3: 13-22 สำหรับผู้เคยเข้าปฏิบัติต่อเนื่อง และเก็บอารมณ์เข้มมาก่อน จะให้เข้าเก็บอารมณ์เข้มแบบต่อเนื่องณ สำนักปฏิบัติธรรมบางครุ (แผนที่) ของร.ร.รุ่งอรุณ บ้านบางครุ ซอยประชาอุทิศ 69 […]

เจริญสติ ๒-๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๘

กิจกรรมเจริญสติภาวนากับหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท ๒-๙ สิงหาคม ๕๘ ณ วัดพระธาตุแสงเทียน, วัดบ้านกาศ จ.แพร่, วัดป่าโพนทอง จ.ชัยภูมิ และ ครุสติสถาน (รร.รุ่งอรุณ) กรุงเทพฯ ๑๐-๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๘    

กัลยาณมิตร

คนไทยเราส่วนใหญ่ยังนับถือศาสนาคิด ไม่ได้ถือศาสนาพุทธ ถึงแม้จะบอกตัวเองว่าเป็นพุทธก็ตาม คือพึ่งแต่ความคิด ถือเอาความคิดเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ ไม่ได้ถือเอาความรู้เป็นที่พึ่ง มันก็เลยทุกข์ เพราะไปเชื่อแต่ความคิดปรุงแต่ง แต่ถ้านับถือศาสนาพุทธ จะต้องเอาความรู้จริงเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ ถึงจะหมดทุกข์ได้ในชาตินี้แน่นอน ขอให้ขยันทำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรมาก ตามรู้ใจของตนเองเรื่อยไป อย่าปล่อยปละละเลยตัวเอง ถ้าอยากพ้นทุกข์จริง แต่ส่วนมากอยากพ้นทุกข์กันแต่ปาก พอทำเข้าจริงๆแล้วมีข้ออ้าง เงื่อนไขเยอะแยะไปหมด เลยไม่มีช่องว่างสำหรับวิปัสสนาเอาเลย เหมือนเราบอกว่าเรารักการมีสุขภาพ แต่เราไม่เคยเลือกอาหารที่ถูกกับสุขภาพดี มีแต่เลือกอาหารที่ถูกปาก ถูกกิเลสทั้งนั้น สุขภาพดีมักขัดแย้งกับการกินอาหารดีเสมอ   การภาวนาแบบนี้ไม่จำเป็นต้องหยุดความคิด แต่พยายามสร้างความรู้สึกตัว มาแทนที่ความคิดเท่านั้น ความคิดปรุงแต่งเป็นเสมือนเงามืด ที่ถูกแสงสว่างสาดส่องเข้าไป เงามืดก็จะหายไปทันทีฉันใด ความคิดก็เหมือนกัน จะดับไปทันทีเมื่อปะทะกับความรู้สึกตัว เพราะมันเป็นธรรมชาติตรงกันข้าม ไม่ต้องไปทำอะไรกับความคิด มันอยากเกิดก็ให้มันเกิด มันอยากดับก็ให้มันดับ เราต้องเป็นนักสังเกตเรียนรู้ อาการของกายและจิตเสมอ เมื่อศึกษาสังเกตตัวเองบ่อยๆ มันเกิดญาณปัญญาขึ้นมาเอง เพราะกายกับใจเข้ามาอยู่ด้วยกัน เรียกว่าอารมณ์ปัจจุบัน ตัวย่างเช่นเราเอาผ้าแห้งมาชุบน้ำ มันจะมีน้ำหนักทันที พอเอาผ้าไปตากแดด ผ้าจะแห้งและเบาไปเรื่อยๆ เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อกายกับใจมาอยู่ด้วยกัน ความรู้สึกจะหนักแน่นเยือกเย็น นั้นคืออาการของปัจจุบัน พอเอาผ้าไปตากแดด […]

นามรูปคือมหาสมุทรทั้ง ๔ (นามรูป ตอนที่ ๒)

นามรูปเหมือนมหาสมุทรทั้ง ๔ ที่คุณพากันเป็นทุกข์กับเรื่องนั้นเรื่องนี้ คุณไม่ต้องไปแปลกใจหรอก มันเป็นธรรมดาที่เป็นไปตามกฎของมัน แต่วันไหนคุณไม่อยากเป็นทุกข์แล้วคิดจะออกมันนั้นสิ ถือว่าคุณมีโอกาสจะหาทางออกจากมันได้ แต่เพียงแต่คิดไว้เฉยๆ ก็ไม่มีประโยชน์และความหมายใดๆ แถมจะสร้างจิตนาการขึ้นมาให้รกสมองรกจิตเปล่าๆ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย จึงเปรียบนามรูป เหมือนทะเลมหาสมุทรทั้งสี่ ได้แก่ กาโมฆะ มหาสมุทรแห่งกาม มหาสมุทรแห่งกามเรียกว่า กาโมฆะ ห้วงน้ำคือกาม คือความคิดปรุงแต่งเรื่องความอยากความใคร่ชนิดต่างๆ มันไหลรื่นครุ่นคิดอยู่ในจิตในใจแทบตลอดเวลา ทิฏโฐฆะ มหาสมุทรแห่งความเห็นผิด มหาสมุทรคือทิฐิ เรียกว่า ทิฏโฐฆะ คือห้วงน้ำแห่งความคิดปรุงแต่งเห็นผิดในเรื่องราวต่างๆ ทั้งทางโลกและทางธรรม ที่คนทั่วไปชอบคิดค้นหาเรื่องมาคุยมาถกเถียงกันได้ทั้งวันทั้งปี ทั้งชาติเลยละ ภโวฆะ มหาสมุทรแห่งความพอใจไม่พอใจ มหาสมุทรคือภพ เรียกว่าภโวฆะ คือคิดปรุงแต่งแล้วไม่สะใจ และโง่เขลาพอที่ไปยึดเอาเงาแห่งความคิดหรือนามรูปนั้นๆว่าเป็นความคิดเห็นของตนกูตัวตนของกู ใครจะมาคัดค้านไม่ได้ ไม่เห็นด้วยไม่ได้ กูไม่ยอมลูกเดียว มันก็จะรู้สึกไม่พอใจ รู้สึกโกรธเกลียดเคียดขุ่นกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว เราเป็นเช่นนั้นกันบ้างหรือเปล่าในบางเวลา ถ้าเป็น ก็ให้รู้ว่า เราได้ตกน้ำไปลอยคอ จมผุดจมว่ายสำลักน้ำแห่งทิฐิอันโง่เง่าของตนเองเข้าไปแล้ว น่าสมเพชตัวเองไหมละ? อวิชโชฆะ มหาสมุทรแห่งความไม่รู้ มหาสมุทรแห่งอวิชชา เรียกว่า อวิชโชฆะ ไอ้นี่คือต้นธารน้ำพุแห่งมหาสมุทรทั้งสามนั้นเลยทีเดียว ที่เรารู้จักกันดีว่า ห้วงอารมณ์แห่งความไม่รู้สึกตัว ไม่รู้เท่าทัน […]

นามรูป เหตุเกิดทุกข์ตัวจริง (นามรูป ตอนที่ ๑)

นามรูป : ต้นทางแห่งภพชาติและความทุกข์ รูปนามคือภาชนะของกายใจ รูปนามเปรียบเสมือนภาชนะของเรา คือภาชนะใจ ภาชนะกาย มันมักจะแปดเปื้อนด้วยทุกขเวทนาต่างๆ อยู่เสมอ เวทนาต่างๆ เข้ามากระทบทั้งกายและจิต ก็เป็นเหมือนมลทิน ฝุ่นผง ที่พัดเข้ามาจับต้องอยู่ตลอดเวลา ก็ต้องคอยปรับเปลี่ยนบำบัด ขัดเกลาชำระล้างเอามลทินทุกข์นั้นๆ ออกไปอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกเจ็บ ปวด เมื่อย เคล็ด คันฯลฯ จะรู้สึกมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเข้มแข็ง หรืออ่อนแอของอินทรีย์แต่ละคนไป คนที่เข้มแข็ง ทุกขเวทนาก็เกิดช้าหน่อย คนที่อินทรีย์อ่อนแอ ก็เกิดไวหน่อย เพราะมันเป็นสังขารโดยกำเนิด ซึ่งต้องตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ทั้งหมดไม่มียกเว้น ทุกขเวทนากับสุขเวทนา จึงเป็นมลทินที่ไหลลื่นเข้ามาสู่กายใจไม่รู้จักหยุดหย่อน เวลาอยู่ในอิริยาบถใดนานๆ ทุกขเวทนาต้องเกิด เป็นมลทินฝ่ายลบ เราก็ต้องหาทางบำบัดขัดเกลามันออกไป และเมื่อได้สุขเวทนากลับเข้ามา ก็เป็นมลทินฝ่ายบวกยึดเราต่อไปอีก เวทนามันมีตลอดเวลา มลทินเหล่านี้เรียกตามปริยัติเรียกว่า อภิชฌาและโทมนัส คือความพอใจ และความไม่พอใจนั้นเอง เราสามารถรู้เท่าทันมลทินทางกายเวทนาเหล่านี้ และรู้จักวิธีบำบัดขัดเกลาเอามลทินทางจิตออกได้ ด้วยกำลังวิปัสสนาญาณ อทุกขมสุขเวทนา ยังไม่ใช่อุเบกขา อารมณ์หลักๆ ของรูปนาม เมื่อทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมชัดเจนดีแล้ว เราก็จะเห็นเวทนาทั้งลบและบวกได้โดยง่าย เราสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันได้ถูกต้อง และแปรสภาพของเวทนาให้เป็นประโยชน์ทางวิปัสสนาได้ ความรู้สึกเฉยๆ มาจากเวทนาก็มี มาจากอุเบกขาก็มี […]

ความมืดสีขาว

มืดสีดำคนมองเห็นได้เร็ว ถ้ามืดสีขาวคนมองเห็นได้ยาก มืดสีดำ คือ ความโกรธนั่นแหละมาแสดงให้ดู ใครๆ ก็รู้ เรื่องความโกรธนี่ เด็กน้อยเขาก็รู้แสดงความไม่พอใจอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะมันมีกิริยามารยาทฟุ้งออกมาข้างนอกให้คนเห็น ใครก็รู้ อันนั้นเรียกว่ามืดสีดำ ถ้าเป็นมืดสีขาวบัดนี้ มืดสีขาวคือความพอใจ คนมายกยอเรา มาสรรเสริญ…เราก็ยิ้ม แน่ะ! ลืมตัว อันนี้แหละมืดสีขาว คนอื่นไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ เพราะคนไม่มีปัญญา ถ้าคนมีปัญญาแล้ว เขาจะมองรู้ทันที แน่ะ! เอาแล้ว ความหลงผิดไปแล้ว… ถ้าหากว่าเรามีปัญญา มันคิดปุ๊บขึ้นมา เราเห็นทันที รู้…ตัดปั๊บไปทันที หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เงามืดสีขาว คือการยึดดี ติดดี หลงดี คนติดมืดสีดำไม่น่ากลัว แต่กลัวคนที่ติดมืดสีขาว เพราะว่าคนที่ติดมืดสีดำนั้น พอได้รับการชี้แจงให้เข้าใจด้วยเหตุผล เขาก็เลิกคิดในสิ่งที่ชั่วได้ง่าย แต่คนที่ติดมืดสีขาว คือ ไปติดในคุณงามความดี ติดในเกียรติยศชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งไปติดในบุญกุศลที่ตนได้ทำมา คนที่ติดแบบนี้เป็นอันตราย เพราะเขาจะไม่เข้าใจว่า การยึดติดในสิ่งเหล่านี้มีผลเสียอย่างไร   ทำดีนั้นดีแล้ว แต่อย่าติดดี แต่ความจริงไม่ได้บอกให้เลิก ทำความดีหรอก เพียงแต่ให้เข้าใจว่า ทำดีนั้นดีแล้ว แต่ไม่ควรยึดติดในความดีเท่านั้นเอง บางครั้งมันเปลี่ยนเป็นร้ายก็ปล่อยวางได้ เปรียบเหมือนเอากระดาษสีขาว และสีดำมาบังข้างหน้า ก็จะมองทะลุไปอีกด้านหนึ่งไม่ได้เลย จนกว่าจะเอากระดาษทั้งสีขาว และสีดำออกไป อุปมานี้ฉันใด การหลงยึดติดในความดีก็เช่นเดียวกัน พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า อย่ายึดเอาความดีความชั่ว […]