จิต ความรู้สึก ความคิด การควบคุม

ถาม จิตกับความรู้สึกอันเดียวกันหรือเปล่า? ตอบ จิตกับความรู้สึกเป็นคนละอย่างเดียวกันคือ “จิต” เป็นคำเรียกรวมขันธ์ห้า (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ส่วนความรู้สึกมีสองอย่างคือ รู้สึกทางกายเรียกว่า เวทนา ถ้ารู้สึกทางใจเรียกว่า วิญญาณ ดังนั้นความรู้สึกทั้งสองอย่างนั้น จึงเกิดจากจิตหรือขันธ์ห้าเหมือนกัน ถาม การควบคุมจิต เหมือนการควบคุมความคิดหรือไม่? การควบคุมความคิด ส่งผลอย่างไรต่อจิต? (ถ้าหากการควบคุมจิตไม่เหมือนการควบคุมความคิด) ตอบ จิตกับความคิด เป็นคนละตัว ความคิดเกิดจากจิต เรียกว่า สังขาร (ในขันธ์ห้า ดูข้อหนึ่งประกอบด้วย) เงา (ความคิด) เกิดจากแสง (จิต) แต่เงามิใช่แสง อาศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น คุณควบคุมจิตได้ แต่จะควบคุมความคิดไม่ได้ หรืออีกอุปมา จิตเหมือนระฆัง ความคิดเหมือนเสียงระฆัง คุณควบคุมการตีระฆังได้ แต่ควบคุมเสียงระฆังไม่ได้ การควบคุมความคิด ก็เหมือนคุณไล่จับเงา หรือเสียงระฆัง มันจะเกิดอะไรขึ้น คุณพอจะนึกภาพออกบ้างไหม? อาการคุณจะเป็นอย่างไร ก็เครียด มึน ปวดหัว สับสน […]

รู้ตัวที่บ้านหรือที่ทำงาน

ถาม การตามรู้ตัวที่บ้านหรือที่ทำงาน ทำไมยากเหลือเกิน มันชอบหลุดบ่อยๆ ตอบ ก็บอกกันแต่แรกแล้วไงว่า เรามีศรัทธาเชื่อมั่น พอใจรักใคร่กับความรูสึกตัวนี้มากน้อยแค่ไหน คุณต้องให้ความสำคัญมันมากๆเท่าๆกับลมหายใจของคุณเลยทีเดียว โดยรูปธรรมเข้าใจได้ว่า ถ้าคุณขาดลมหายใจเพียง 3-5 นาที คุณรู้โดยไม่ต้องคิดเลยว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตคุณ แต่ขณะเดียวกัน คุณมีจิตใจที่ต้องการลมหายใจเช่นเดียวกัน แต่ลมหายใจของนามธรรมมิใช่ลมภายนอกแบบเดียวกับรูปธรรม แต่มันคือสติสัมปชัญญะ หรือความระลึกได้ และความรู้สึกตัวทั่วพร้อม สติเปรียบได้กับลมหายใจเข้า สัมปชัญญะเปรียบได้กับลมหายใจออก คุณต้องเห็นความสำคัญของลมหายใจของจิตใจขนาดนี้เสียก่อน คุณจึงจะเกิดศรัทธาที่จะทำจริงๆ เพราะความจริงก็คือว่า ไม่มีอะไรที่มนุษย์จะทำไม่ได้ ถ้าเขาจะทำ จะไปนรกก็ได้ จะไปนิพพานก็ได้ แต่คุณจะไปจริงๆไหมเท่านั้นเอง ถาม จะรู้สึกตัวกับการทำงานอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร? ตอบ ก่อนตอบเรื่องนี้ จะขอนำเอาคำตอบของผู้เริ่มต้นใหม่ท่านที่กำลังทำอยู่ ท่านตอบมาตอนเข้านี้ว่า “วันนี้ผมทดลองทำแต่เช้า รู้บ้าง หลุดบ้าง ก็ตั้งต้นรู้ใหม่ ผมลองทำตลอดทั้งวันเท่าที่ระลึกได้ รู้สึกเบาๆ เป็นขณะๆ เมื่อรับรู้สิ่งรอบข้าง แต่ให้ความสนใจน้อยลง ใจไม่วุ่นวาย เดิมไปทำแบบตั้งใจมากๆ มันเลยรู้สึกหนักๆ กราบขอบพระคุณหลวงพ่อที่ช่วยแนะด้วยครับ” จากคำตอบของผู้ถามท่านนี้ แสดงว่าท่านทำเป็นและเข้าใจ จริงๆแล้วเรามีอุปกรณ์ที่จะให้รู้สึกได้เยอะแยะมากในตัวเรา ถ้าเราเข้าใจและใช้เป็น เช่นลมหายใจ, […]

เล่านิทานเซน ๑๗ มนุษย์ทองคำ

ชายหาฟืนและครอบครัวมีฐานะยากจน ภรรยาของเขาจึงมักไปวัดและสวดอ้อนวอน ขอให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยากเสียที วันหนึ่งชายหาฟืน ได้ขุดพบรูปปั้นพระอรหันต์ทองคำ ๑ องค์ เขาได้นำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินมหาศาล เขาจึงกลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาในพริบตา ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขามีพร้อมทุกอย่างทั้งเงินทอง ที่ดิน เกวียน บ้าน บริวารรับใช้ แต่เขากลับนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายทุกคืน ภรรยาของเขาจึงเตือนว่า “ตอนนี้เรามีเงินทองมากมาย ต่อให้โดนโจรปล้น หรือขโมยขึ้นบ้านสักกี่ร้อยรอบก็ไม่หมด เจ้ายังจะทุกข์กังวลอะไรอีก หรือเจ้าจำความยากลำบากไม่ได้” ชายหาฟืนนอนเอามือก่ายหน้าผาก ถอนหายใจ และกล่าวตะคอกภรรยาด้วยความรำคาญ “เจ้าจะไปรู้อะไร ข้าไม่เคยกลัวโจรขโมยขึ้นบ้านหรอก แต่ข้ายังขุดหาพระอรหันต์อีก ๑๗ องค์ ไม่เจอเลย… เฮ้อ! ใครจะมาขุดเจอก่อนข้ามั้ยเนี่ย” ต่อมาไม่นาน ชายคนนั้นก็ล้มป่วยลง และตายในที่สุด นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความโลภไม่เคยปรานีใคร แม้แต่เจ้าของร่างที่มันอาศัยอยู่ เราจึงควรคุมกำเนิดความโลภ ด้วยการรู้เท่าทันสุขเวทนาทางกาย ก่อนที่มันจะก่อตัวเป็นสุขเวทนาทางใจ คือความพอใจ และความโลภในที่สุด

เกิดภาวะแจ่มชัด โล่ง สว่างไหว ปีติ

ถาม วันนี้ร้อนมากเลยไปนั่งกินข้าวที่ห้างเย็นๆ คนเดียว กินเสร็จ นั่งเฉยๆ มองออกไปนอกกระจก เห็นคนเดินขวักไขว่ไปมา ใจมันนิ่งๆ สงบ เฉย จืด ซักพัก มันสว่าง โล่ง ปีติ เหมือนอยากร้องไห้ อาการอย่างนี้เคยเป็นหลายครั้งอยู่ แต่ครั้งนี้พอเป็น มันทำให้เห็นกระบวนการเกิดขึ้นชัดเจนว่า เมื่อ"รู้" "เห็น"บางอย่าง จะเกิดภาวะแจ่มชัด โล่ง สว่างไสว แล้วปีติก็ตามมา แล้วเราก็จะหลงไปกับมัน แล้วมีเรื่องอื่นๆ แทรกเข้าไป ทำให้ภาวะนั้นเลือนไป แต่คราวนี้ มันตอกย้ำให้เห็นและเข้าใจกระบวนการนี้ เข้าใจว่า มันหลง แล้วเห็น แล้วว่าง โล่ง สว่าง แล้วปีติตามมา หากเราไปอยู่กับปีติ ก็หลงต่ออีก เป็นวัฏฏะจักรค่ะ และได้รู้จัก ความสว่างโพลงนั้นว่ามันสวยงาม จะพยายามให้มองอะไรๆ โดยไม่มีความหมายอย่างนั้นเสมอ Today the weather is very hot. So I get into […]

หลวงพ่อเทียนตอบเกี่ยวกับการเห็นความคิด

ถาม (ขณะเจริญสติ) ความทุกข์ ความตึงเครียด ความทุกข์กดดันทั้งหลายจะจบสิ้นลงหรือเปล่า? ตอบ ยังไม่จบสิ้น เพราะว่าเรารู้ ยังไม่ได้ทำอะไรกับมัน เราเพียงรู้ เพียงเห็นความคิด เรากำลังรู้สมุฏฐานของความคิดเท่านั้น บางขณะเราหลงบ้าง คือวันหนึ่งเราจะรู้เพียงสักสิบครั้ง แต่เราไม่รู้อาจมากกว่านั้น จึงว่ามันไม่ถึงที่สุด แต่มันกำลังเริ่มเข้าไปทำลายมันแล้ว ถาม ก่อนหน้าจะมีที่สุด มีช่วงไหนบ้างไหมที่หลวงพ่อเกิดความสงสัยขึ้นมา และมีเครื่องหมายอะไร หรือเครื่องหมายรับประกันอะไรที่ทำให้หลวงพ่อสิ้นสงสัยว่า ไม่ใช่โมหะ โมหะไม่เหลืออยู่เลย? ตอบ มันต้องมีเครื่องหมาย ไม่ใช่เครื่องหมายที่เราจะมองเห็นด้วยตา เครื่องหมายที่เราเห็นด้วยตัวเราเอง เราไม่หลง เราไม่มี แต่ของที่มีอยู่แล้วมันถูกคว่ำ เราเปิดขึ้นมาได้แล้ว ของถูกเปิด เครื่องหมายไม่ได้มีอย่างที่เราจะมองเห็นได้ด้วยตา เครื่องหมายที่ข้าพเจ้ารับรองได้คือ ของชิ้นนี้มันถูกคว่ำหน้าอยู่อย่างนี้ เราจับของชิ้นนี้เปิดขึ้นได้อย่างนี้ และอุปมาอีกอย่างหนึ่ง ของอันนี้มันถูกปิดอย่างนี้ เราเปิดมัน เปิดออกให้เราเห็นอย่างนี้ อันนี้จะรู้ได้เฉพาะบุคคลที่เข้าไปในจุดนี้ จะหมดสงสัยทันที ไม่ต้องพูดถึง โทสะ โมหะ โลภะ เรื่องนี้ เรื่องโทสะ เรื่องโมหะ โลภะ มันเป็นเรื่องตื้นๆ ที่ว่าเห็นความคิดนั้น คนส่วนมากรู้ความคิด ไม่ใช่เห็นความคิด เมื่อเรารู้ความคิด […]

หลวงพ่อคำเขียนตอบเกี่ยวกับการพ้นทุกข์

ถาม กราบเรียนถามว่า หลวงพ่อรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงทางกายเลยใช่ไหม ตอบ รู้สึกเห็นได้ชัด ไม่ใช่เรื่องสุขภาพนะ อะไรที่ลึกไปกว่านั้นที่เราเคยมีเคยเป็น เคยเป็นธุระมันหมดไป ปัญหาเรื่องกายนี่ไม่ได้รับใช้มันแล้ว ไม่ได้เป็นทาสของกาย หลวงพ่อใช้กายนี่เป็นทาสของเรา ใจก็เหมือนกัน แต่ก่อนเราเรารับใช้ใจ เดี๋ยวนี้เราใช้ใจ แต่ก่อนใจทันใช้เรา มันเปลี่ยนกัน เช่น ความร้อน ความหนาว ความหิว มีอำนาจกิเลสตัณหา มีอำนาจปรุงแต่งมันมาก เดี๋ยวนี้มันไม่มีเลย เราใช้มัน ไม่มีปัญหาเรื่องกายเรื่องใจ เราจะอยู่อย่างนี้จะอยู่ตรงนี้ จะกี่ร้อยกี่ปี โลกสังคมจะเป็นอะไรไปก็ตาม หลวงพ่อจะอยู่ตรงนี้ จะไม่ต้องเกิด จะไม่ต้องเจ็บ จะไม่ต้องแก่ จะไม่ร้อน จะไม่หนาว จะไม่หิว จะไม่สุข จะไม่ทุกข์ หลวงพ่อจะอยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้แหละ อยู่ที่ไม่เป็นอะไร ไม่มีอะไร ถาม หลวงพ่อคะ หนูขอกราบเรียนถาม ที่หลวงพ่อเทียนเคยบอกว่า ก่อนที่เราจะตายประมาณ ๒-๓ นาที ทุกคนจะมาถึงตรงนี้ จะมาเจอประสบการณ์ตรงนี้ ตอบ มันมีที่ มันก็เหมือนกับกายเรา มีที่ มีบ้านมีเรือน […]

ความหลงก่อให้เกิดความรู้ได้อย่างไร

ถาม ความหลงก่อให้เกิดความรู้ได้อย่างไร? ตอบ ความจริงแล้ว ความหลงและความรู้ต้องมาคู่กันเสมอ ถ้าไม่หลงก่อน ตัวรู้ก็ไม่เกิด เหมือนความมืดกับแสงสว่าง ต่างก็เป็นต้นกำเนิดของกันและกัน วิชชาและอวิชชาก็เป็นทำนองเดียวกัน จุดหมายที่เราต้องทำกันก็คือ จะปฏิบัติอย่างไร ให้เกิดสมดุลย์กันระหว่างความรู้ (วิชชา) และความหลง (อวิชชา) แม้ในกรณีอื่นๆก็เป็นลักษณะเดียวกันกับกฎธรรมชาติอันนี้ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม หนูไปนั่งพิจารณาคำกล่าวนี้ให้ถี่ถ้วนและแยบคายก็แล้วกัน แล้วจะเห็นสัจธรรมในเรื่องนี้ ไม่แน่นะ บางทีได้ดวงตาเห็นธรรมเอาง่ายๆก็ได้ เหมือนกับเหตุการณ์ที่พระอัญญาโกณทัญญะได้ฟังธรรของพุทธองค์สมัยนั้น ฟังจบแล้วท่านได้ดวงตาทันทีด้วยคำอุทานที่ว่า “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นต้องดับเป็นธรรมดา ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วไม่ดับนั้น เป็นไม่มี” ในทำนองเดียวกัน “ความรู้ใดเกิดขึ้นแล้ว ความรู้นั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา ความหลงใดเกิดขึ้นแล้ว ความหลงนั้นก็ย่อมไปเช่นกัน” แต่การรู้แล้วไม่หลง และหลงแล้วไม่รู้ต่างหากที่เป็นปัญหา การรู้แล้วหลง และหลงแล้วรู้ทันที นี้ต่างที่เป็นสัจธรรม เป็นความจริงตลอดกาล ดังนั้นที่หนูหลงบ้างลืมบ้างสลับกันไป นั้นเป็นธรรมที่ถูกต้องแล้ว แต่กรุณาได้รักษาความสมดุลย์ของสภาวะทั้งสองอย่างเคร่งครัดและให้พอดีด้วย นี่คือหลักมัชฌิมาปฏิปทาพระพุทธองค์พร่ำสอนไงละหนู ดังนั้นที่เราต้องปฏิบัติไม่จบสิ้นสักที ก็เพราะยังสงสัยในความพอดีของสองสิ่งนี่แหละ เมื่อใดหายสงสัยในสองสิ่งนี้ ก็จะได้ดวงตาเห็นธรรมกันทุกคน

วิธีสารภาพบาปแบบวิถีพุทธ

๑. การปฏิบัติเจริญสติภาวนาได้ระยะหนึ่ง หากถูกต้อง จะพบญาณที่เรียกว่าบุพเพนิวาสานุสติญาณ คือเห็นอดีตของตนเอง ที่ไปทำดี ทำชั่ว ทำผิด ไปตกนรก เป็นเปรต อย่างไร จะเห็นหมด และพบว่าที่เราทำไป เป็นเพราะความไม่รู้ เมื่อพบแล้ว เข้าใจแล้ว ก็จะอยากที่จะสารภาพ นำมาบอก มาเล่า ให้ผู้รู้ฟัง เป็นการสารภาพบาปแบบวิถีพุทธ นั่นเอง และเมื่อรู้แล้ว ก็จะตามศึกษาเข้าไปๆ ก็จะเห็นญาณที่ 2 เรียกว่าการเกิดดับของจิต เป็นจุตูปปาญาณ การเกิดดับนี้ เพราะเราไม่รู้เท่าทัน ๒. เราจึงกระทำทุกอย่างตามการเกิดดับนี้ พระพุทธเจ้าพบสิ่งนี้ นำมาบอก หลวงพ่อเทียนได้ปฏิบัติและพิสูจน์แล้ว เห็นว่าจริง รับรองได้ หากเราปฏิบัติตามได้ เราจะไม่กลัวนรก สวรรค์เลย เพราะเรารู้ว่าต้นตอของอบายภูมิและ นรกคือโลภะและโทสะ ต้นตอของสวรรค์คือการให้ทานรักษาศีล ต้นตอของนิพพานคือการเจริญวิปัสสนาภาวนา ๓. เราจึงต้องเจริญสติภาวนาเพื่อเปลี่ยนโมหะอวิชชาให้เป็นนิพพาน ด้วยการเจริญสติวิปัสสนาก่อน เริ่มเก็บสติตั้งต้นด้วยการตามดูความรู้สึก ตั้งแต่ตื่นนอน ลุกขึ้น เก็บที่นอน เข้าห้องน้ำ อาบน้ำ แปรงฟัน ทำงาน […]

เวทนานุปัสสนา ตอนที่ ๑

ถ้าเปรียบกายเหมือนแก้วน้ำร้อน ถ้าเปรียบกายเหมือนแก้วน้ำร้อน ใจคือมือที่เอื้อมไปจับแก้วน้ำร้อนนั้น เวทนาคือความรู้สึกที่จับแก้วน้ำร้อนด้วยมือเปล่า ย่อมต้องโดนความร้อนลวกจนแสบพอง แต่ถ้าเรามีผ้าหรือฉนวนมาห่อหุ้มแก้ว ความร้อนจากแก้วน้ำร้อน ก็จะไม่สามารถส่งผ่านไปยังมือได้ ความรู้สึกตัวที่เป็นเวทนาทางกายเรียกว่ารูปนาม เช่น เวลาเรานั่งนานๆ ถ้าหากว่าสติเราไม่เข้มแข็งพอ ความหนักความหน่วง ความปวดความเมื่อยที่ขาที่แขนที่ข้อต่างๆ ทุกขเวทนาทางกายนั้นย่อมไหลซึมสู่จิต กลายเป็นทุกขเวทนาทางใจ รู้สึกหงุดหงิด รำคาญ เบื่อ ซึม เซ็ง แล้วก็ปรุงแต่งอะไรต่ออะไร ก่อให้เกิดนามรูปแล้ว เพราะฉะนั้น รูปนามคือ ความรู้สึกตัว มันจะแปรเป็นนามรูปคือ ความคิดได้ ต่อเมื่อเราขาดสติในการกำหนดรู้เวทนาอย่างต่อเนื่อง การเจริญสติหรือความรู้สึกตัวนี้ เราจึงเอาตัวเวทนาเป็นอารมณ์ จึงจะเป็นวิปัสสนา เวทนาเป็นสะพาน เชื่อมระหว่างรูปกับนามในขันธ์ ๕ ในส่วนนามก็คือสัญญา สังขาร วิญญาณ เราจึงเอาเวทนามาเป็นเครื่องมือพัฒนาตัวรู้ เวทนาเป็นได้ทั้งรูปและนาม ถ้าเมื่อไรมันเกี่ยวข้องกับธาตุ ๔ เวทนานั้นเป็นรูป ถ้าเมื่อไรเกี่ยวข้องกับสัญญา สังขาร วิญญาณ เวทนานั้นเป็นนาม เวทนาจึงมี ๒ แบบ คือ เวทนาทางกาย และเวทนาทางจิต เราจึงจับเอาเวทนานี่แหละ มาเป็นเครื่องมือในการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บ ความปวด ความเคร่ง ตึง ง่วง เมื่อย อึดอัด เย็น ร้อน สบาย ไม่สบาย พอใจ ไม่พอใจ ฯลฯ

ความว่างกับความรู้สึกตัว

ถาม ความว่างกับความรู้สึกตัวเป็นเรื่องเดียวหรือคนละเรื่อง?”  ตอบ เพราะความรู้สึกตัวเป็นเหตุให้จิตว่าง แต่เรื่องจิตว่าง มีรายละเอียดเยอะมาก ถ้าจะแยกแยะ ตัวอย่างเช่น ว่างจากความคิดปรุงแต่ง ว่างจากความสำคัญมั่นหมายว่า เป็นตัวตน ว่างจากจิตเป็นต้น แต่ความรู้สึกตัว มันไม่มีอะไรซับซ้อนมากขนาดนั้น แต่จะทำให้มันซับซ้อน ก็ซับซ้อนไม่แพ้เรื่องจิตว่างเหมือนกัน เช่นรู้สึกกายในกาย รู้สึกเวทนาในเวทนา รู้สึกจิตในจิต รู้สึกธรรมในธรรมเป็นต้น เห็นไหม? แค่นี้ก็มากแล้ว  ดังนั้น การอธิบายความหมายใดๆ ล้วนเป็นเรื่องของความคิดทั้งนั้น แต่ก็จำเป็นถ้ามีคนอยากรู้ ลึกๆแล้วก็เพราะความอยากแท้ๆ ตามหลักของการเจริญสัมมาสติแล้ว ความว่างที่เข้าใจและสัมผัสได้ง่ายๆ แบบนักปฏิบัติก็ คือว่างจากความคิดปรุงแต่ง แต่ไม่ว่างจากความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ไม่ว่างจากธัมมารมณ์ที่กระทบแล้ว ไม่ปรุงแต่ง ซึ่งเป็นความว่างขั้นพื้นฐาน ที่จะนำไปสู่ความว่างที่ละเอียดปราณีตลึกลงไปเรื่อยๆ ชึ่งอาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น คำว่า สุญญตา, วิสังขารจิต, ตัณหักขโย, นิโรโธ, นิพพานัง เป็นต้น ชึ่งก็เริ่มต้นไปจากความว่างอย่างรู้สึกตัวนี่แหละ เหมือนขนมทุกชนิด มันก็เร่ิมไปจากสารตั้งต้นไม่กี่อย่างเช่น น้ำตาล แป้ง น้ำมันเป็นต้น ดังนั้น สติสัมปชัญญะจึงเป็นสารตั้งต้นของความว่างทุกรูปแบบ ให้ นำไปปฏิบัติ […]