อบรมเจริญสติ ณ วัดพุทธรังษี ไมอามี่ ฟลอริดา

หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท เมตตาจัดอบรมเจริญสติ "Sat.-Sun. Retreat" ทุกวันเสาร์-วันอาทิตย์ ตั้งแต่ 13.00-17.00 น. สำหรับคนไทยและคนลาว เวลา 13.00-15.00 น. ชาวต่างประเทศ เวลา 15.00-17.00 น. ณ วัดพุทธรังษี ไมอามี่ ฟลอริดา Thai Buddhist Temple 15200 S.W. 240 TH Street Home stread, FL. 33032-3405 Tel. ( 305) 245-2702 ?  

ตอบปัญหาและไขข้อข้องใจต่างเกียวกับเรื่อง การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว

เจริญพร ท่านสมาชิกชมรมคนเพียรทุกท่าน ต่อไปนี้ เป็นการตอบปัญหาและไขข้อข้องใจต่างเกียวกับเรื่อง การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ตาวแนวหลวงพ่เทียน จิตตสุโภ จะพยามตอบทุกปัญหา ถ้ามีเวลา เพราะการปฏิบัติวิปัสสนาแบบเคลื่อนไหว

ปัญญาจากการเจริญสติ

ปัญญาจากการเจริญสติจะเกิดเมื่อเห็นแจ้งว่าเราจัดการกายและจิตไม่ได้เลย (เห็นอนัตตา) เราจะบังคับให้กายไม่ปวดเมื่อยก็ไม่ได้ เราจะห้ามไม่ให้จิตคิดก็ทำไม่ได้ ขณะที่เรารู้สึกตัว เราจะทำได้แค่ดูเฉย ๆ เห็นกายและจิตจะแสดงตัวตามธรรมชาติ ความรู้สึกตัวจะยกระยะห่างออกมาดู ดูแล้วจะเห็นมันเคลื่อนมา เคลื่อนไป จัดการอะไรไม่ได้

ว่างจากจิต

ว่างจากจิตหรือจิตว่าง ความรู้สึกตัว เป็นพื้นฐานสำคัญเบื้องต้นของอารมณ์วิปัสสนาและปัญญาญาณ ดังนั้น การเจริญสติให้รู้เนื้อรู้ตัวอยู่เรื่อยๆ จึงเป็นพื้นฐานที่ดีของการเจริญวิปัสสนาญาณ เพราะความรู้สึกตัวชัดๆในปัจจุบันขณะและเข้าใจว่าความรู้ตัวชนิดนี้ สามารถทำให้จิตหยุดปรุงแต่งได้เป็นพักๆได้ ซึ่งเป็นการพักจิต เมื่อเข้าใจกับอาการของจิตชนิดนี้ได้ ก็จะไม่เกิดภาวะเก็บกดใดๆซ่อนเร้นอยู่ในจิต เป็นการเจริญสัมปชัญญะและสัมมาสมาธิได้โดยตรง บางครั้งผู้ปฏิบัติ อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้กิริยาท่าที หรือท่าทางตามพิธีกรรมใดๆ เข้ามาบังคับตนเองให้ลำบาก เพราะในชีวิตประจำวัน เราอาจไม่มีเวลาว่างมากนัก ที่จะปฏิบัติตามรูปแบบ แต่เราสามารถตามรู้อาการต่างๆของกายใจได้ไม่ขาดสาย ดังนั้น การเจริญสติสัมปชัญญะที่สามารถเข้าใจได้แบบนี้ เป็นสมาธิที่เอื้อต่อการเจริญวิปัสสนาได้อย่างวิเศษ โดยไม่ต้องมีความลังเลสงสัยใดๆเลย เพราะสมาธิแบบนี้เรียกว่า อนันตริกะสมาธิ คือสมาธิที่ต่อเนื่อง แบบไม่มีอารมณ์อะไร มากระทบแซกแซงให้ขาดตอนได้ง่ายๆ เพราะมีกำลังของสัมปชัญญะคอยคุ้มกันอยู่ ความเข้าใจสมาธิชนิดนี้ เป็นผลให้ผู้ปฏิบัติ ไม่รู้สึกลังเลในการปฏิบัติ และจะสามารถทุ่มเทเวลาปฏิบัตได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพราะดังได้กล่าวแล้วว่าการทำสมาธิแบบนี้ ไม่มีท่าทีลีลา หรือรูปแบบใดๆมากำหนดตายตัวว่า ต้องนั่งแบบนี้ เดินแบบนั้น มาเป็นกรอบให้เดิน จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกๆอิริยาบถ และทุกๆกิจกรรม ทุกๆการงานในชีวิตประจำวัน เพียงแต่ตั้งจิตให้มั่นคงไว้กับการเคลื่อนไหวของกาย เวทนา จิต และอารมณ์อย่างชัดเจนและต่อเนื่องไปเรื่อยๆเท่านั้น ผู้เริ่มต้นฝึกใหม่ ต้องเดินตามรูปแบบก่อน แต่สำหรับผู้ใหม่หัดขับ ต้องไปเริ่มต้นตั้งไข่ที่รูปแบบการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภมาก่อน เจริญสติตามรูปแบบนั้นมา จนกว่าจะเห็นอารมณ์รูปนามตามความเป็นจริงแล้ว จึงจะสามารถเจริญอนันตริกะสมาธิ คือสมาธิแบบไร้รูปแบบได้ดี และเห็นผลชัด ถ้าไม่เริ่มต้นฝึกแบบนั้นมาก่อน ก็เป็นเรื่องยากที่จะผลชัดเจน […]

ปรกติ-ศีล

ถ้าพวกคุณได้ศึกษาคำสอนของหลวงพ่อเทียน คุณจะพบว่า มีคำหนึ่งที่ฟังดูเรียบง่าย คำคำนั้นคือคำว่า ปรกติ หรือศีล คือ ความปรกติ หรือคำกล่าวว่า ศีลนั้นรักษาคนมิใช่ว่าคนรักษาศีล คำพูดพวกนี้เป็นคำพูดที่สื่อตัวสภาวธรรม มิใช่คำสอนที่สื่อถึงข้อวัติปฏิบัติ คำสอนที่เราได้ยินกันมาคือ การรักษาศีลทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วยลักษณะของการใช้คำพูดอธิบายแบบนี้ มันทำให้คนเราเข้าใจไปว่า เราต้องทำอะไรบางอย่างลงไปเพื่อรักษาอะไรบางอย่างไว้ ศีลตัวที่รักษาคนนี้คือ ศีลปรมัตถ์ ไม่ใช่ศีลข้อปฏิบัติที่ต้องมานั่งทำตาม เมื่อศีลตัวนี้ปรากฏขึ้นแก่ญาณปัญญาของใครก็ตาม บุคคลนั้นจะรู้วิธีดำรงตน ไม่ให้ไหลไปตามการแปรเปลี่ยนของจิตใจ ศีลปรมัตถ์ตัวนี้จึงทำหน้าที่รักษาผู้ที่เข้าถึงมัน ให้พ้นไปจากจิตใจของตัวเค้าเอง จึงกล่าวว่า ศีลนั้นรักษาคน จากทางที่ผมได้ผ่านมา ผมเริ่มเข้าใจคำว่า “ปรกติ” เมื่อเข้าถึงจุดครึ่งทาง ผมมั่นใจเลยว่าใครก็ตามที่มาประสบกับตัวนี้ จิตใจจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิมแน่เพราะความเชื่อที่ว่าทุกอย่างนั้นตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์จะถูกทำให้สั่นคลอน และประตูแห่งวิปัสสนาจะเปิดออกให้ การเข้าใจเรื่อง ศีลปรมัตถ์ มันคือการได้รับรู้ว่า ตัวปรกติคือ ตัวที่ไม่แปรเปลี่ยนตามกฎแห่งความไม่เที่ยง ตามความเข้าใจของผม ระดับโสดาบันที่บัญญัติขึ้นตามตำรายังไม่เป็นวิปัสสนาเต็มที่ มันจะเริ่มกันจริงๆตอนระยะสกิทาคามี พวกคุณเตรียมใจเอาไว้ได้การเปลี่ยนระดับแต่ละครั้งจะทำลายทัศนคติความเข้าใจที่เคยมีอยู่ในขั้นก่อนๆ พวกคุณจะได้สัมผัสการเปลี่ยนสภาพจากโง่ไปเป็นฉลาด ใครบางคนในพวกคุณอาจจะสังเกตว่า ทำไมในบล็อกนี้ผมพูดถึง ศีลปรมัตถ์ บ่อยมาก นั่นเพราะว่านี่คือจุดสำคัญที่จะทำให้คุณเดินต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องมีครูบาอาจารย์คอยกระหนาบอีก สำหรับผมสกิทาคามีหมายถึงบุคคลผู้รู้ทางไป ตราบใดที่คุณมั่นคงเชื่อมั่นในศีลปรมัตถ์แม้มันยังไม่แข็งเต็มที่ มันจะค่อยๆพาคุณผ่านปัญหาทุกตัวเป็นขั้นเป็นตอนไปได้ทุกปัญหา และในขณะเดียวกันนั้นเองตัวมันจะพัฒนาสะสมความแข็งแกร่งเหมือนแมวที่ค่อยๆปราดเปรียวขึ้นเรื่อยๆ นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมผมไม่ค่อยเน้นอารมณ์ระยะรูปนาม […]

เรื่องรูปนามเป็นเรื่องจริงที่ซ้ำซาก

ความจริงเป็นเรื่องซ้ำซาก เราจะเบื่ิอไม่ได้ แต่ต้องเข้าใจในความจริงของมัน เช่นความทุข์กาย ทุกข์ใจหรือความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความผิดหวัง ความเสียใจ ความไม่พอใจ ความเหงา ความรัก ความชังเป็นต้น มันเป็นเรื่องเกิดขึ้นแบบซ้ำซากมากๆ แต่เราก็พอใจที่จะให้มันเกิด ถ้าเราไม่ชอบใจให้มันเกิด มันก็เกิดไม่ได้ แต่ไม่รู้เป็นอย่างไร เราก็ชอบมันอยู่ดี ถ้าเราไม่ชอบจริงๆ เราต้องหาทางสกัดกั้นมันสิ ดูๆแล้ว เราไม่คอยจริงใจกับตัวเองสักเท่าไรดอก อยากได้อย่างหนึ่ง แต่ไปทำอีกอย่างหนึ่ง ใช่หรือไม่ใช่? เช่นอยากได้สุขภาพดีมีความเข้มแข็ง แต่เรากลับทำไปกินอะไรบางอย่างที่ทำลายสุขภาพของตัวเอง ความคิดไม่ดีมีอกุศล เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์อย่างเห็นได้ชัดๆ แต่เราก็ชอบคิดสิ่งที่ไม่ดีเป็นอกุศลใช่หรือไม่ใช่ คิดดูให้ดีๆ เป็นเรื่องตลกและน่าเศร้ามากๆ ดังนั้น ถ้าหลวงพ่อนำเรื่องความจริงฝ่ายกุศลเก่าๆเดิมๆ มานำเสนอให้พวกได้อ่านได้ศึกษาบ่อยๆ และเรื่องจะซ้ำซากบ้าง ก็คงรับกันได้ เช่นเรื่องความจริงของรูปนามเป็นต้น ตอนต่อนี้หลวงพ่อขอเสนอเรื่อง ภาษาของรูปนามของหลวงพ่อเทียน ให้อ่านกันอีกสักครั้งเนาะ อย่าพึ่งเบื่อกันเลยน่า?????? ภาษารูปนาม การเห็นถูกต้องหรือสัมมาทิฏฐิในภาษาของหลวงพ่อเทียนคือเห็นว่าทุกสิ่งเป็นเพียงรูปและนาม แต่ในเบื้องต้นเราไม่สามารถเห็นแบบนั้นได้ เพราะเรายังไม่รู้จักรูปนาม การที่เราจะไปเห็นทุกอย่างที่อยู่ข้างหน้าเราเป็นรูปนามได้ เราต้องเห็นตัวเราเองเป็นรูปนามให้ได้ก่อนเช่นขณะนี้เรานั่งอยู่ เรารู้ได้อย่างไรว่า เรานั่ง “ความรู้สึกที่คิดว่าตัวเองมีอยู่” หรือ “ความรู้สึกสัมผัสความจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้” ขณะนี้ เรานั่งมานานประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้ว […]

รู้รูปนามนั้นสำคัญไฉน

ช่วงนี้ เรากำลังนำเสนอเรื่องรูปนามในหลายๆมิติ ถ้าเราเข้าใจพื้นฐานของตัวตนของเราเองอย่างถ่องแท้ การปฏิบัติเพื่อเข้าถึงสัจธรรมขั้นสูง จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ก็ลองอดทนศึกษากันไปเรื่อยๆ อาจจะเข้าใจอะไรได้ง่ายๆทันทีก็ได้ การเสนอแต่ละตอน อาจจะยาวหน่อยก็ทนอ่านกันให้จบก็แล้วกัน รูปธรรม นามธรรม หรือรูปทำ นามทำกันแน่ เมื่อสมัยหลวงพ่อเทียน ยังมีชีวิตอยู่ เวลาแสดงธรรม ส่วนมากท่านจะเน้นการเล่าถึงประสบกาณ์ การรู้ธรรมของท่านบ่อยมาก ไม่ว่าจะสนใจหรือไม่ก็ตาม ท่านบอกเสมอว่า ให้พูดถึงความจริงที่มีอยู่ในตนเองเท่านั้น แม้จะดูซ้ำซากก็ตาม เพราะมันความจริง ดีกว่าพูดกว่าความไม่จริงที่ไม่มีในตนเอง เช่นเรื่องของรูปนาม รูปธรรม นามธรรม รูปโรค นามโรคเป็นต้น เรื่องของรูปนาม นำมากล่าวกันบ่อยแล้ว ในที่นี้จะนำเอาเรื่องรูปธรรมนามธรรมมากล่าวตามภาษาของท่านบ้าง หลวงพ่อเน้นอย่างจงใจว่า ความจริงในภาคปฏิบัติต้องใช้คำว่า รูปทำ นามทำสำหรับรูปธรรม นามธรรม ท่านบอกว่า เป็นภาษาที่ถูต้องตามหลักปริยัติ มันก็ไม่ผิด แต่คำว่ารูปทำ นามทำ หมายถึง อาการของรูปที่กำลังทำงานอยู่จริงๆ หน้าที่ของรูปตลอดเวลา มันทำอะไรบ้าง เช่นขณะที่เรานั่งอยู่ รูปมันก็ทำงานตลอดเวลา คือทำหน้าที่ของไตรลักษณ์ มันเปลี่ยนแปลงให้เรารู้เห็นตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงของมัน ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบาย หรือเป็นทุกข์ทางกาย เกิดดับสลับสับเปลี่ยนกันตลอดเวลา ผลของมันออกมา ทำให้เราคอยแก้ไขปรับเปลี่ยนเอาความไม่สบายนั้นๆออกไปเรื่อยๆ ที่เราเรียกว่า […]

รูปโรค นามโรค

เราส่วนใหญ่ มักดิ้นรนแสวงหาการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดวิ่งนิ่งเฉยได้ เพราะเข้าใจว่า การวิ่งแบบนักกีฬาจะพาเข้าสู่เส้นชัยได้ นั้นคือแนวคิดหลักของคนที่ยังอยู่ในวิสัยของโลกียชนทั่วไป แต่ยังมีคนอีกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเคยดำเนินชีวิตแบบคนกลุ่มแรกมาแล้ว เกิดจิตสำนึกจากเดิมว่า การวิ่งวุ่นแสวงหาตามโลกแห่งวัตถุกาม และกิเลสกามนั้น ก่อให้เกิดความเร่าร้อน เหน็ดเหนื่อย กดดัน หนักหน่วงถ่วงทับต่อชีวิตจิตใจมากขึ้นเร่ือยๆ ในที่เขาเหล่านั้นเริ่มทนไม่ไหว เพราะเห็นความไร้แก่นสาร และเป้าหมายชีวิตที่ว่างเปล่า จึงเริ่มมองหาทิศทางใหม่ให้แก่ชีวิต เขาเหล่านั้นเริ่มมารวมตัวกันในเส้นทางธรรม อันเป็นทางแห่งโลกุตตระ เป็นเส้นทางที่ ทุกคนเห็นด้วยกันว่า เดินแล้ว รูสึกปลอดภัย ปลอดโปร่ง ผ่อนคลาย ไร้การแข่งขันต่อสู้กับคนภายนอก เพียงหันกลับมาสู้กับความไม่รู้ของตนเอง และรู้สึกถึงความสงบสุข แช่มชื่นขึ้นบ้าง เมื่อได้พบกับจิตที่รู้จักหยุดนิ่งในบางครั้งบางคราว เริ่มได้รู้เห็นการทำงานของจิต เริ่มได้เห็นพลังแห่งความตื่นรู้ ที่สามารถสัมผัสมันได้ในบางคราว เริ่มรู้วิธีฝึกฝนใจตนเองให้อ่อนยอม และเยือกเย็นได้อย่างเต็มใจในบางครั้ง ซึ่งเราไม่เคยทำมาก่อน เพียงแค่นี้ เราก็เริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์บ้างแล้ว และมีแรงใจที่จะมุ่งหน้าเดินต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ เพราะอย่างน้อย ก็มีเพื่อนร่วมทาง คอยให้กำลังใจแก่กันและกัน และหวังว่าสักวันหนึ่ง เราเดินผ่านทะลุใต้ขุนเขาแห่งอวิชชา โดยผ่านทะลุออกไปปลายอุโมงค์อีกด้านหนึ่งจนได้ ต่อไปมาดูว่า รูปโรคนามโรค ในวิธีการแบบเคลื่อนไหวนี้ ควรเข้าใจตามภาษานิยมว่าอย่างไร? เพราะเรื่องรูปโรคนามโรคในภาษาหลวงพ่อเทียน เป็นภาษาที่สั้นกระทักรัดชัดเจน แต่สำหรับคนยุคใหม่ รุ่นปัจจุบันอาจจะไม่คุ้นเคยกับสำนวนภาษาของท่านอาจจะไม่เข้าใจ […]

พรปีใหม่ ๒๕๕๗

ขอฝากพรปีใหม่ให้แก่เพื่อนชมรมคนเพียรทุกท่าน เด็กหัดเดิน แม้จะล้มแล้วล้มเล่า แต่ก็ไม่เคยหยุดลุก หญ้าอ่อนแม้จะถูกหินทับ แต่ก็สงบตัว เพียงเพื่อรอวันแทงยอดขึ้นใหม่ ไม้ใหญ่แม้ถูกไฟแล้งเผาผลาญ แต่ก็พร้อมแตกหน่อเมื่อฤดูฝนมาเยือน พลังแห่งชีวิตนั้นไม่รู้จักระย่อท้อถอย อุปสรรคถึงจะมาขวางกั้นอันตรายถึงจะมาคุกคาม แต่ไม่เคยสยบชีวิตให้จำนน ภัยเหล่านี้ ทำได้อย่างมากเพียงปลิดชีวิตไปเท่านั้น แต่ตราบใดที่ชีวิตยังดำรงอยู่ ชีวิตย่อมหาทางหลุดรอด และเติบใหญ่ในที่สุด เมื่อปี ๒๕๒๕ มีการขุดพบซากหมู่บ้านดึกดำบรรพ์ในญี่ปุ่นอายุไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ ปี คนสมัยนั้นรู้จักทำนาแล้ว โดยเก็บผลผลิตไว้ในหลุมใต้ดิน หลุมหนึ่งยังมีเมล็ดข้าวหลงเหลืออยู่แต่ดำคล้ำและตายหมดแล้ว กระนั้นก็ยังมีเมล็ดพืชอยู่เมล็ดหนึ่ง รูปร่างแปลกกว่าเพื่อน ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ เมื่อนำเมล็ดนี้ไปฝังเดินและรดน้ำ มันกลับงอกและไม่นานก็ผลิดอกงดงาม เมล็ดนั้นคือแมกโนเลีย พลังแห่งชีวิตนั้นยิ่งใหญ่นัก ความยิ่งใหญ่นั้นอยู่ที่การยืนหยัด รู้จัดอดทนและรอคอยได้ แม้แต่เวลา ๒,๐๐๐ ปีก็หยุดยั้งความปรารถนาที่จะเติบใหญ่ของแมกโนเลียต้นนั้นไม่ได้ แม้จะถูกบดอัดและกระหน่ำปานใด แต่แมกโนเลียก็ยังคงความอ่อนโยน และหยิบยื่นความงดงาม ให้ทุกคน ได้ชื่นชมอยู่นั่นเอง พลังและคุณสมบัติดังกล่าวคือ “พร” ที่ธรรมชาติมอบให้แก่ทุกชีวิต แน่ละ พร้อมๆ กันนั้น ธรรมชาติ ก็มอบความผันผวนปรวนแปร ปรปักษ์ และความทุกข์มาให้แก่เราด้วย แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มาช่วยให้ชีวิตเข้มแข็ง เติบใหญ่และงดงาม ต้นไม้ไม่ได้ปรารถนาแค่ฤดูฝน […]