ถอดธรรมบรรยายจากคลิป นวัตกรรมแห่งสติ ๔๓

คลิปนวัตกรรมแห่งสติ ๔๓ ณ วัดพระธาตุแสงเทียน (เช้า ๓๑ ก.ค.๖๐) แสดงธรรมโดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท เรื่อง รูปนามไม่ก้าวหน้าเพราะรู้เวทนาไม่ต่อเนื่อง เวทนามีความสำคัญในการปฏิบัติ เพราะเป็นตัวสะท้อนอารมณ์ โดยเฉพาะเรื่องรูปนาม ถ้ารูปนามไม่เข้มแข็ง ยังแยกเวทนากายเวทนาจิตออกจากกันไม่ได้ เช่น ยุงมาเกาะ โดยสัญชาตญาณทำให้เกิดความกลัว ทั้งๆ ที่จิตยังไม่ได้คิด เรียกว่าอาสวะ มือไปตามสัญชาตญาณ สติยังไม่ทันพิจารณา มือก็ไปก่อนแล้ว สิ่งเหล่านี้เล็กน้อยแต่ละเอียดอ่อน ถ้าเราไม่เริ่มศึกษาจากจุดนี้ ตัวตามรู้เวทนาก็ไม่ละเอียด แยกเวทนากายและเวทนาจิตไม่ชัดเจน อารมณ์รูปนามและอารมณ์ปรมัตถ์ก็จะไม่ชัด ในช่วงอารมณ์รูปนามตอนแรก เพียงแต่เห็นอารมณ์ความรู้สึกทางกายชัด พอที่จะดึงจิตอยู่ได้เท่านั้นเอง หรือพอที่จะเห็นความรู้สึกตัว ที่เกิดจากเวทนาได้บ้าง แต่อารมณ์รูปนามยังไม่ชัด เวทนาทางกายต่อด้วยสัญญา ความจำหมายว่าอันนี้ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เคร่ง ตึง แล้วเราก็ไปรู้สึก จำ หมาย รู้...

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป นวัตกรรมแห่งสติ ๒๗

พระธรรมเทศนา ณ ครุสติสถาน เย็น ๑๖ ก.ค. ๖๐ โดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท เรื่อง ตามรู้ด้วยความแยบคาย ในระหว่างทางมีสิ่งมาทดสอบเยอะแยะมากมายไปหมด แล้วแต่วาสนา ใครทำมาดีก็จะไม่สับสนลังเลมุ่งไปทางเดียว ปัญหาอุปสรรคระหว่างทางเยอะมาก ถ้าหากว่าบุญไม่มาวาสนาไม่ช่วย มันจะต้องมีจุดหักเห ณ จุดใดจุดหนึ่งจนได้ เราต้องอธิษฐานจิตแต่แรก อาตมาตั้งจิตอธิษฐานแต่แรกว่า “ข้าพเจ้าปฏิบัติวิธีนี้จะรู้หรือไม่รู้ไม่เป็นไร แต่ขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ขอให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม” แล้วก็มุ่งมั่นว่า ทางไหนที่จะเบี่ยงเบนออกไปจากสัมมาทิฏฐิก็ให้ละ คำนิยามสัมมาทิฏฐิ คือ ๑ ให้รู้ว่าชีวิตนี้เป็นที่ตั้งของทุกข์ ไม่ใช่ที่ตั้งของเรา ๒ ทุกข์ต้องมีเหตุ ไม่ได้เกิดโดยบังเอิญ ๓ ทุกข์ดับได้ ๔ ให้ค้นหาวิธีดับทุกข์ จับจุดนี้ให้มั่นคงแล้วจะไม่ไขว้เขว ศาสดาอาจารย์ไหนมาอธิบายได้ไพเราะลึกซึ้งอย่างไร ถ้าไม่ลงล็อคสี่ข้อนี้ ก็ยังไม่ใช่ บางท่านอาจจะเป็นแต่อธิบายไม่เป็น ตรงนั้นน่าเชื่อถือมากกว่า ถ้าเป็นจริงจะดูออกว่าเป็น แต่ถ้าอธิบายจนหยดเยิ้มหยดย้อย แต่ไม่เป็นก็จะรู้โดยสามัญสำนึก แม้แต่สุนัข เราจะรู้ว่าตัวไหนมันรักหรือมันชังเรา...

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป นวัตกรรมแห่งสติ ๒๕

พระธรรมเทศนา ณ ครุสติสถาน เช้า ๑๕ ก.ค. ๖๐ โดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท, พระพุทธยานันทภิกขุ, Direk Saksith, Deva Nanda เรื่อง สายดินกันกระแสทุกข์

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป นวัตกรรมแห่งสติ ๑๗

https://web.facebook.com/100007953217249/videos/1927624750845947/ พระธรรมเทศนา ณ วัดดอย (วัดพระธาตุแสงเทียน) เช้า ๑๐ ก.ค. ๖๐ โดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท เรื่อง ความสำคัญของการเปลี่ยนอิริยาบถ, เปลี่ยนสังขารเป็นวิสังขาร เราต้องเตรียมตัวไม่ประมาทอยู่เสมอกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เราสามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง เช่น ใช้การเปลี่ยนแปลงของดิน น้ำ ลม ไฟ ให้เป็นกระแสไฟฟ้าได้ ร่างกายสังขารเปลี่ยนแปลงแตกดับตลอดเวลา เราสามารถใชประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เช่นกัน โดยการเปลี่ยนไตรลักษณ์เป็นไตรสิกขา ให้เกิดประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวม ตามรัศมีของความสามารถ ความประมาทจะไปซ้ำเติมการเปลี่ยนแปลงของไตรลักษณ์ให้แย่ลงไปอีก พระพุทธเจ้าได้มอบพินัยกรรมชิ้นสุดท้าย เป็นคาถาที่เรานำมาสวดทุกวัน “เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นสังขารธรรม เป็นไตรลักษณ์ มีการเสื่อมสิ้นไปตลอดเวลา หน้าที่ของท่านทั้งหลายคือทำความไม่ประมาทอยู่ตลอดเวลา” เราต้องปรับเปลี่ยนแก้ไขให้ทันการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คือหน้าที่ของชาวพุทธที่ไม่ประมาท สัตตบุรุษสามารถบริหารเปลี่ยนแปลงการแตกดับของสังขาร ให้มันใช้ประโยชน์ได้ คำว่าใช้ประโยชน์ได้ ไม่ได้หมายความว่าจะให้มันเที่ยง สุข ไม่แตกดับ แต่บริหารความไม่เที่ยง ความทุกข์ ความแตกดับให้เป็นประโยชน์ เหมือนเราแปลงแสงอาทิตย์เป็นโซล่าร์เซล แปลงกระแสน้ำ กระแสลม มาปั่นไฟ...

ฤดูกาลแห่งจิต

ฤดูกาลแห่งจิต เปรียบเสมือนฝั่งน้ำที่เรานั่งอยู่ อารมณ์ที่ผ่านมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เปรียบเสมือนกระแสน้ำที่ไหลผ่านหน้าเรา แล้วเรานั่งอยู่บนฝั่ง เห็นลำน้ำที่มันไหลมาตามฤดูกาล ฤดูแล้งน้ำก็แห้งขอดและใส ฤดูฝนมันก็จะขุ่นจะเคี่ยวไหลแรง จิตของเราก็มีฤดูกาลเช่นกัน ฤดูกาลภายนอกมี ๓ ฤดู ฝน หนาว แล้ง ฤดูของจิตก็มี ๓ ฤดู คือพอใจ ไม่พอใจ และเฉยๆ ๑. ตัวพอใจเปรียบเสมือนฤดูฝน สดชื่นแจ่มใสสบาย พัฒนามาเป็นสุข สุขเวทนาพัฒนาไปเป็นราคะ พัฒนาไปเป็นกามะ พัฒนาไปเป็นความพอใจทุกชนิด เมื่อเราไปติดสุขเวทนา ก็หมายความว่าเราไปพัฒนาตัวกามะมากขึ้น พัฒนาตัวราคะให้มันแรงขึ้นเรื่อยๆ ทีนี้ความพอใจถูกตอบสนองบ่อยเข้าๆ เราก็ไปติด พอไปติดมันก็ไปพัฒนากามราคะให้มีกำลัง ๒. แต่เมื่อใดความพอใจไม่ถูกตอบสนอง มันตีกลับเป็นความไม่พอใจ โทสะเปรียบเสมือนฤดูร้อน เราไม่ชอบ...

ตัวรู้ที่เป็นเวทนากับตัวรู้ที่เป็นสติต่างกันอย่างไร?

ตัวรู้ที่เป็นเวทนากับตัวรู้ที่เป็นสติต่างกันอย่างไร? คำว่าเวทนาก็เป็นตัวรู้ ตัวรู้ในการเสพเสวยอารมณ์ ตัวสติก็แปลว่าตัวรู้สึกตัว ระหว่างตัวรู้สึกปวด กับตัวรู้สึกตัวต่างกันอย่างไร เราปวดขาเป็นทุกขเวทนา ตัวรู้สึกตัวเข้าไปดูตัวปวดขาเป็นอะไร ถ้าไปรู้ว่าการปวดขาเป็นของฉัน ฉันไม่ชอบ มันมีตัวอัตตาขึ้นมาแล้ว สุขเวทนาความสบาย ก็เป็นความสบายของฉัน เป็นมิจฉาสติขึ้นมา หรือว่าเรานั่งฟัง พอไม่พอใจก็ลุกหนี เพราะไปสำคัญสิ่งที่เขาพูด ว่าเป็นตัวเขาและเราเป็นผู้ฟัง และไปสำคัญว่าสิ่งที่เขาพูด ถูกหรือไม่ถูก ใช่หรือไม่ใช่ ถ้าไม่ถูกใจก็หนีอย่างเดียว ถ้าถูกใจก็พูดคุยกันต่อไป มันเป็นเวทนาทั้งขึ้นทั้งล่อง ถ้าคนที่ไม่ฝึกวิปัสสนาเจริญสติ จะไม่รู้เท่าทัน หรือไม่รู้เท่าทันแต่ทนฟังไปก่อน สมมติว่าเราต้องไปคุยกับผู้บังคับบัญชา เราเลี่ยงไม่ได้เราต้องทนฟัง เราก็อยู่ในสภาวะเก็บกด ตรงนี้คือภาคปฏิบัติในชีวิตจริง ว่าเรารู้เท่าทันเวทนา ได้มากน้อยแค่ไหน คนไข้กับหมอ ตัวทุกขเวทนา เปรียบเสมือนคนป่วยที่นอนบนเตียง ได้ยาก็ดีขึ้น ขาดยาก็แย่ลง ตัวรู้ สติ สมาธิ ปัญญา เปรียบเสมือนหมอ ต้องดูอาการคนไข้ แต่ในกรณีที่เราไม่มีสติ สมาธิ ปัญญา ที่ฝึกฝนมา เราก็เป็นคนไข้ของอวิชชาตลอดเวลา...

การบำบัดทุกข์ด้วยวิชชา-อวิชชา

การบำบัดทุกข์ด้วยวิชชา-อวิชชา วิชชาหรือความรู้สึกตัว ตรงข้ามกับอวิชชาคือความไม่รู้สึกตัว หรือเราอาจจะเรียกชื่อใหม่แบบเข้าใจกันง่ายๆว่า ตัวรู้ (วิชชา คือผลรวมของ สติ สมาธิ ปัญญา) และตัวหลง (อวิชชา คือผลรวมของ ตัณหา อุปาทาน กรรม)   เมื่อรู้สึกตัวอยู่ สติ สมาธิ ปัญญา เบื้องต้นก็ปรากฏตัวโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องไปรู้จักหรือนึกถึงเรื่องของสติ สมาธิ ปัญญาตามตำราแม้แต่นิดเดียว และตรงกันข้าม เมื่อใดเราลืมตัว ตัวหลง (อวิชชาก็ปรากฏ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ก็เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมัน   ตอนแรกตัวรู้หรือวิชชาของเรายังไม่มีกำลังเข้มแข็งพอ เราต้องอาศัยศรัทธาและความพียร เจริญตัวรู้ให้มีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ คือทำบ่อยๆ และทำอย่างเข้าใจ ตัวรู้ก็เริ่มมีความเข้มแข็ง มีความแหลมคม ละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นตามลำดับ   เราจะเริ่มรู้และเข้าใจความรู้สึกทางกายได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะเริ่มเข้าใจว่า อะไรเป็นความรู้สึกทางกาย อะไรเป็นทางจิต และรู้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า...

รู้เวทนาพาไปสู่รู้ซื่อๆ

พระอริยะบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบัน ไปถึงพระอนาคามี ก็ต้องเกิดเวทนาเสียก่อน ปัญญาถึงจะมาทัน ถ้าเลยขอบเขตนั้นไป ก็เป็นตัณหา อุปาทาน เพราะฉะนั้น จึงได้เน้นตัวเวทนา เวทนาตัวนี้จะนำไปสู่ ตัวปรมัตถ์ได้ ก็ต้องแปลงตัวเวทนานี้ ให้เป็นปัญญา แต่ถ้าเราไม่ทันต่อเวทนา เลยขอบเขตของเวทนาไป เป็นตัณหา อุปาทาน มันก่อให้เกิดความคิด เรียกว่าสังขาร สังขารตัวนี้ ก็เป็นตัวสร้างเรื่อง ยิ่งรู้ทันเวทนามาก ปัญญายิ่งมาก โลกุตตรปัญญาคือปัญญาที่มารู้ใจตัวเอง เพิ่มได้ แต่โลกียปัญญานั้น ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม บรรพบุรุษให้มาเท่าไรก็ได้เท่านั้น แต่โลกุตรปัญญาเพิ่มได้ตลอดเวลา เพียงแต่รู้จักปรับเวทนาด้วยสติสัมปชัญญะเท่านั้นเอง มันก็กลายเป็นปัญญา แต่ส่วนใหญ่เราสนองเวทนาที่เกิดขึ้นกับกายกับใจของเราด้วยสัญชาตญาณ ความฉลาดเราจึงเพิ่มขึ้นไม่มากเท่าไหร่ อาตมาพยายามศึกษาเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก อยากจะให้นักปฏิบัติของเราเห็นความสำคัญของเรื่องเวทนา วงล้อนี้หยุดหมุนได้ด้วยการรู้เท่าทันเวทนา พระอาริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบัน ไปถึงพระอนาคามี ก็ต้องเกิดเวทนาเสียก่อน ปัญญาถึงจะมาทัน ถ้าเลยขอบเขตนั้นไปก็เป็นตัณหาอุปาทาน เพราะฉะนั้นจึงได้เน้นตัวเวทนา เวทนาตัวนี้ที่จะไปสู่ตัวปรมัตถ์ได้ ก็ต้องแปลงตัวเวทนานี้ให้เป็นปัญญา...

เวทนาปริคคหสูตร

  เวทนา ทางลัดสู่ประตูนิพพาน พระสารีบุตรบรรลุธรรมเพราะฟังธรรมชื่อเวทนาปริคคหสูตร พระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกฝ่ายขวาของพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาเป็นเลิศกว่าทุกองค์ ใกล้คียงกับพระพุทธเจ้า พระสารีบุตรมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อโมคคัลลานะ พากันไปแสวงหาอาจารย์ แล้วไม่ได้อย่างใจ ไม่มีอาจารย์ไหนที่ตอบคำถามได้อย่างถูกใจ ตอนนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่พระปัญจวัคคีทั้งห้าแล้วบรรลุธรรมพร้อมกัน แล้วท่านก็แยกย้ายกันไปประกาศศาสนา ทางละองค์ บังเอิญว่าท่านอัสสชิผ่านหมู่บ้านของท่านสารีบุตร ตอนนั้นท่านเป็นคฤหัสถ์ชื่อว่าอุปติสสะ แล้วอุปติสสะกำลังสัญญากับเพื่อนๆว่าเราแยกทางกันเดินไปแสวงหาอาจารย์เดินคนละทาง ถ้าหากว่าใครเจออาจารย์ดีกว่าก็มาบอกกัน เช้าวันนั้นพระอัสสชิกำลังเดินบิณฑบาตอยู่ อุปติสสะเห็นว่าพระรูปนี้เดินแปลกกว่าเพื่อน เดินสบายสำรวมไม่หลุกหลิกไม่กระวีกระวาด ไม่รีบร้อน และไม่ช้าเกินไป ก็เลยตามไปติดๆ จะเข้าไปถามปัญหาท่าน แต่เวลาบิณฑบาตเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสม ท่านจึงตามไปห่างๆ เมื่อพระอัสสชิบิณฑบาตได้มาพอสมควร ท่านก็มานั่งฉันใต้ร่มไม้ ในสมัยนั้นยังไม่มีวัดวาอาราม อุปติสสะก็นั่งอยู่ใกล้ๆ พอเห็นว่าท่านทำภารกิจในการฉันเสร็จแล้ว ก็เข้าไปถามว่า ท่านมาจากสำนักไหน อาจารย์ของท่านชื่ออะไร และอาจารย์ของท่านสอนธรรมอะไรแก่ท่าน พระอัสสชิก็บอกว่าอาตมาเป็นพระใหม่เพิ่งบวช และเพิ่งฟังธรรมมาจากอาจารย์ของเรา เพราะฉะนั้นจะตอบคำถามท่านทั้งหมดไม่ได้หรอก อุปติสสะจึงขอร้องให้พูดสักนิด ท่านก็พูดเป็นภาษาของท่าน “เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุง ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ...