มิจฉาทิฏฐิบิดเบือนความจริง

จงวิดน้ำออกจากเรือ พุทธพจน์บทหนึ่งได้กล่าวว่า เธอจงวิดน้ำออกจากเรือนี้ เรืออันเธอวิดน้ำออกแล้วจักเบา   หมายความว่า ถ้าตัดราคะและโทสะ เรือนั้นจักวิ่งสู่พระนิพพาน แล้วโมหะหายไปไหน   นั่นแสดงว่า ถ้ากำหนดรู้ ตัดราคะและโทสะชัดๆ แล้ว ตัวโมหะก็ไม่เกิด   เราจึงมากำหนดรู้ ที่ตัวอทุกขมสุขเวทนาตัวนี้ ที่ไม่รู้ชัดว่าเป็นทุกข์ หรือสุข เป็นอวิชชา เป็นมิจฉาทิฏฐิ   เมื่อใดที่เรารู้ชัดในสุข ในทุกข์ เป็นวิชชา เป็นสัมมาทิฏฐิ   การที่เราเห็นไม่ชัด เป็นมิจฉาทิฏฐิ นำมาพูดผิด เห็นผิด ดำริผิด ใช้ผิด พยายามผิด ตั้งสติผิด สมาธิผิด   อาสวะตกตะกอนนอนเนื่อง อาสวะเป็นกิเลสละเอียด แม้แต่พระอานาคามี ยังข้ามไม่พ้น   มานะ อุทธัจจะ อวิชชา รวมเรียกว่า อวิชชาสวะ มีสัมมาทิฏฐิ...

เปลี่ยนสักกายทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิ

ควบคุมอารมณ์ได้ เป็นธรรมขั้นปรมัตถ์ ร่างกายประกอบด้วยธาตุสี่ ดินน้ำลมไฟ โลกภายนอกก็ประกอบด้วยธาตุสี่เหมือนกัน ดินน้ำลมไฟที่ควบคุมได้ก็จะให้ประโยชน์ ไฟที่เราควบคุมได้เป็นแสงสว่าง หุงต้มอาหาร ถ้าควบคุมไม่ได้ก็ไหม้บ้านไหม้เรือน ลมที่ควบคุมได้ก็เป็นพัดลม เป็นแอร์ เป็นกังหันลม ได้ประโยชน์ ถ้าควบคุมไม่ได้ก็เกิดพายุพัดถล่มล้มตาย  น้ำถ้าเราควบคุมได้ก็เป็นอ่างเก็บน้ำ เป็นน้ำในก๊อกในถัง เราต้องการใช้ตอนไหนก็เป็นประโยชน์ ถ้าควบคุมไม่ได้ก็ท่วมบ้านเรือนเสียหาย ดินน้ำลมไฟภายนอกถ้าควบคุมไม่ได้ ก็สร้างความเดือดร้อนเสียหาย เป็นภัยพิบัติได้ ธาตุสี่ ดินน้ำลมไฟในตัวเราถ้าเราควบคุมมันได้ ก็ทำให้ร่างกายแข็งแรง ธาตุลมถ้าเราควบคุมได้ ก็ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ตามที่เราต้องการ หายใจได้จังหวะ สูบฉีดโลหิตได้ อารมณ์ของเราก็เหมือนกัน อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ ก็เป็นแบบเดียวกับธาตุสี่ที่เป็นรูป ถ้าเราควบคุมอารมณ์ได้ก็จะเป็นธรรมขั้นปรมัตถ์ ถ้ายังไม่เห็นรูปนาม ยังเป็นสติแบบสัญญาอยู่ ถ้าเรายังจัดธรรมชาติธาตุสี่ในตัวเองไม่ได้ แสดงว่าการปฏิบัติธรรมของเรา ยังไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเรายังไม่เห็นอารมณ์รูปนาม การที่จะนำการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวไปประยุกต์ใช้ค่อนข้างยาก เพราะมันยังไม่เป็นปัญญา สติที่มีอยู่ยังเป็นสติแบบสัญญา คอยระลึกเอาไปใช้ เพราะสัญญายังเป็นชราธรรม เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาอยู่ แต่ตัวปัญญามันพ้นไปจากชราธรรมแล้ว จึงเอาตัวรู้คือปรมัตถ์เป็นอารมณ์ วิธีการของหลวงพ่อเทียนเอาปรมัตถ์เป็นอารมณ์ ไม่ได้เอา รูป เสียง...