พุทธวิปัสสนาเชิงวิทยาศาสตร์

พุทธวิปัสสนาเชิงวิทยาศาสตร์ ตอนที่ 1 ทุกวันนี้คนประเทศตะวันตกกำลังตื่นตัวหันมาสนใจเรื่องสมาธิตามแบบพุทธศาสนา เพราะยิ่งศึกษาเข้าไปลึกเท่าไร ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าพุทธศาสนา ชี้ให้เห็นความจริงของโลกวัตถุในทางวิทยาศาสตร์ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น คนที่มีพื้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาก่อน เมื่อมาศึกษาพุทธศาสนา จะค้นพบว่า วัตถุกับนามธรรม ต่างก็อิงอาศัยกันอย่างแยกไม่ได้ เหมือนกายกับใจ แต่ว่านักวิทยาศาสตร์ค้นพบความจริงทางรูปธรรมเท่านั้น แต่พระพุทธเจ้าค้นพบความจริงของโลกทั้งทางด้านรูปธรรมนามธรรม เป็นวิทยาศาสตร์ทางนามธรรมและรูปธรรมอย่างไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย หันมาศึกษาเรียนรู้คัมภีร์ทางพุทธศาสนามากขึ้น ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม และเอาหลักคำสอนของพุทธศาสนา มาพิสูจน์ตามหลักของวิทยาศาสตร์ในแขนงต่างๆ และนำมาประยุกต์ใช้ด้านวัตถุในเชิงเทคโนโลยีในรูแบบต่างๆ ความจริงแล้วพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เรื่องนี้ทั้งหมดทั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์ในรูปธรรมและนามธรรม แต่ทำไมพระองค์จึงไม่ทรงเผยแพร่หลักการของวิทยาศาสตร์ทางรูปธรรมเล่า? เคยมีคนถามเรื่องกับพระองค์มามาก พระองค์ตรัสตอบสั้นๆว่า น สิยา โลกวฑฺฒโน แปลว่า “อย่าทำโลกวัตถุนี้ให้เจริญมากกว่านี้เลย” เพพระองค์ให้เหตุผลว่า ถ้าพัฒนาวัตถุนิยมให้มันเจริญมากเท่าไร จะทำให้มนุษย์เสพความสุข สนุกเมามันในความละเอียดปราณีตในรสชาติของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ ด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน และจะยึดติดอย่างยากแก่การแก้ไขได้ แล้วมนุษย์ก็จะหันหลังให้กับพระศาสนา ซึ่งสอนให้ใช้ความพอดีทั้งวัตถุและจิตใจ แต่เมื่อคนเสพติดวัตถุแล้ว ก็ยากที่จะมีความพอดี ต่อไปก็จะเกิดการทำลายล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติให้หมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว...

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป นวัตกรรมแห่งสติ ๒๗

พระธรรมเทศนา ณ ครุสติสถาน เย็น ๑๖ ก.ค. ๖๐ โดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท เรื่อง ตามรู้ด้วยความแยบคาย ในระหว่างทางมีสิ่งมาทดสอบเยอะแยะมากมายไปหมด แล้วแต่วาสนา ใครทำมาดีก็จะไม่สับสนลังเลมุ่งไปทางเดียว ปัญหาอุปสรรคระหว่างทางเยอะมาก ถ้าหากว่าบุญไม่มาวาสนาไม่ช่วย มันจะต้องมีจุดหักเห ณ จุดใดจุดหนึ่งจนได้ เราต้องอธิษฐานจิตแต่แรก อาตมาตั้งจิตอธิษฐานแต่แรกว่า “ข้าพเจ้าปฏิบัติวิธีนี้จะรู้หรือไม่รู้ไม่เป็นไร แต่ขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ขอให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม” แล้วก็มุ่งมั่นว่า ทางไหนที่จะเบี่ยงเบนออกไปจากสัมมาทิฏฐิก็ให้ละ คำนิยามสัมมาทิฏฐิ คือ ๑ ให้รู้ว่าชีวิตนี้เป็นที่ตั้งของทุกข์ ไม่ใช่ที่ตั้งของเรา ๒ ทุกข์ต้องมีเหตุ ไม่ได้เกิดโดยบังเอิญ ๓ ทุกข์ดับได้ ๔ ให้ค้นหาวิธีดับทุกข์ จับจุดนี้ให้มั่นคงแล้วจะไม่ไขว้เขว ศาสดาอาจารย์ไหนมาอธิบายได้ไพเราะลึกซึ้งอย่างไร ถ้าไม่ลงล็อคสี่ข้อนี้ ก็ยังไม่ใช่ บางท่านอาจจะเป็นแต่อธิบายไม่เป็น ตรงนั้นน่าเชื่อถือมากกว่า ถ้าเป็นจริงจะดูออกว่าเป็น แต่ถ้าอธิบายจนหยดเยิ้มหยดย้อย แต่ไม่เป็นก็จะรู้โดยสามัญสำนึก แม้แต่สุนัข เราจะรู้ว่าตัวไหนมันรักหรือมันชังเรา...

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป นวัตกรรมแห่งสติ ๒๕

พระธรรมเทศนา ณ ครุสติสถาน เช้า ๑๕ ก.ค. ๖๐ โดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท, พระพุทธยานันทภิกขุ, Direk Saksith, Deva Nanda เรื่อง สายดินกันกระแสทุกข์

มิจฉาทิฏฐิบิดเบือนความจริง

จงวิดน้ำออกจากเรือ พุทธพจน์บทหนึ่งได้กล่าวว่า เธอจงวิดน้ำออกจากเรือนี้ เรืออันเธอวิดน้ำออกแล้วจักเบา   หมายความว่า ถ้าตัดราคะและโทสะ เรือนั้นจักวิ่งสู่พระนิพพาน แล้วโมหะหายไปไหน   นั่นแสดงว่า ถ้ากำหนดรู้ ตัดราคะและโทสะชัดๆ แล้ว ตัวโมหะก็ไม่เกิด   เราจึงมากำหนดรู้ ที่ตัวอทุกขมสุขเวทนาตัวนี้ ที่ไม่รู้ชัดว่าเป็นทุกข์ หรือสุข เป็นอวิชชา เป็นมิจฉาทิฏฐิ   เมื่อใดที่เรารู้ชัดในสุข ในทุกข์ เป็นวิชชา เป็นสัมมาทิฏฐิ   การที่เราเห็นไม่ชัด เป็นมิจฉาทิฏฐิ นำมาพูดผิด เห็นผิด ดำริผิด ใช้ผิด พยายามผิด ตั้งสติผิด สมาธิผิด   อาสวะตกตะกอนนอนเนื่อง อาสวะเป็นกิเลสละเอียด แม้แต่พระอานาคามี ยังข้ามไม่พ้น   มานะ อุทธัจจะ อวิชชา รวมเรียกว่า อวิชชาสวะ มีสัมมาทิฏฐิ...

เปลี่ยนสักกายทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิ

ควบคุมอารมณ์ได้ เป็นธรรมขั้นปรมัตถ์ ร่างกายประกอบด้วยธาตุสี่ ดินน้ำลมไฟ โลกภายนอกก็ประกอบด้วยธาตุสี่เหมือนกัน ดินน้ำลมไฟที่ควบคุมได้ก็จะให้ประโยชน์ ไฟที่เราควบคุมได้เป็นแสงสว่าง หุงต้มอาหาร ถ้าควบคุมไม่ได้ก็ไหม้บ้านไหม้เรือน ลมที่ควบคุมได้ก็เป็นพัดลม เป็นแอร์ เป็นกังหันลม ได้ประโยชน์ ถ้าควบคุมไม่ได้ก็เกิดพายุพัดถล่มล้มตาย  น้ำถ้าเราควบคุมได้ก็เป็นอ่างเก็บน้ำ เป็นน้ำในก๊อกในถัง เราต้องการใช้ตอนไหนก็เป็นประโยชน์ ถ้าควบคุมไม่ได้ก็ท่วมบ้านเรือนเสียหาย ดินน้ำลมไฟภายนอกถ้าควบคุมไม่ได้ ก็สร้างความเดือดร้อนเสียหาย เป็นภัยพิบัติได้ ธาตุสี่ ดินน้ำลมไฟในตัวเราถ้าเราควบคุมมันได้ ก็ทำให้ร่างกายแข็งแรง ธาตุลมถ้าเราควบคุมได้ ก็ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ตามที่เราต้องการ หายใจได้จังหวะ สูบฉีดโลหิตได้ อารมณ์ของเราก็เหมือนกัน อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ ก็เป็นแบบเดียวกับธาตุสี่ที่เป็นรูป ถ้าเราควบคุมอารมณ์ได้ก็จะเป็นธรรมขั้นปรมัตถ์ ถ้ายังไม่เห็นรูปนาม ยังเป็นสติแบบสัญญาอยู่ ถ้าเรายังจัดธรรมชาติธาตุสี่ในตัวเองไม่ได้ แสดงว่าการปฏิบัติธรรมของเรา ยังไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเรายังไม่เห็นอารมณ์รูปนาม การที่จะนำการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวไปประยุกต์ใช้ค่อนข้างยาก เพราะมันยังไม่เป็นปัญญา สติที่มีอยู่ยังเป็นสติแบบสัญญา คอยระลึกเอาไปใช้ เพราะสัญญายังเป็นชราธรรม เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาอยู่ แต่ตัวปัญญามันพ้นไปจากชราธรรมแล้ว จึงเอาตัวรู้คือปรมัตถ์เป็นอารมณ์ วิธีการของหลวงพ่อเทียนเอาปรมัตถ์เป็นอารมณ์ ไม่ได้เอา รูป เสียง...