ทุกข์มาจากไหน?

มนุษย์เราเป็นอันมากได้รับทุกข์ภัยจากความไม่รู้สึกตัว พระพุทธเจ้าทรงค้นพบต้วต้นเหตุ ของทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงนี้ว่า มีที่มาจากความไม่รู้สึกตัวนี่เอง   ดังนั้นพระองค์จึงหาวิธีดับทุกข์นี้เสีย ด้วยการสร้างความรู้สึกตัว เพื่อให้เกิดวิชชา ไปแทนที่ความไม่รู้สึกตัว ที่เรียกว่าอวิชชา   ตัวอวิชชาเป็นสัณชาตญาณ ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่เกิดจากการบำบัดทุกขเวทนา โดยไม่รู้ โดยไม่ตั้งใจ   เช่น คนเราเมื่ออยู่ในอริยาบถเดิม เป็นเวลานาน ๆ จะรู้สึกปวดเมื่อย เราก็ต้องขยับปรับเปลี่ยน ให้เกิดความรู้สึกสบายกายมากขึ้น บรรเทาปวดได้ดีขึ้น เป็นสัญชาตญาณของการหลบภัย ของสัตว์ทั้งหลาย   โดยที่เราไม่เคยวิเคราะห์ดูเลยว่า ความเจ็บปวด หรือทุกข์ทางกายนี้ เกิดจากอะไร?   ทุกข์เกิดจากทนไม่ได้ ความทนไม่ได้นี้เกิดจากอะไร? ทำไมเราต้องทนไม่ได้?   ตรงนี้สืบขึ้นไป เราไม่เคยวิเคราะห์เลย มีแต่เจ็บปวดแล้วก็ปรับเปลี่ยนเลย เป็นไปตามสัณชาตญาณ ทำอย่างไรจึงจะไม่ทุกข์? ทุกข์ที่เกิดจากการปวดเมื่อยของกาย เป็นทุกข์ทางกาย เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ...

ตัวรู้อยู่เหนือเกิดดับ

ญาณหรือตัวรู้ตั้งอยู่เหนือการเกิดดับ มีสิ่งหนึ่งที่อยู่เหนือทั้งการเกิดและการดับ แม้ว่ามันจะเป็นผลเนื่องมาจากการเกิดการดับก็ตาม เพราะมันเป็นสภาวะอยู่เหนือการควบคุม ของกฏไตรลักษณ์   สภาวะธรรมนี้ เรียกว่า “ตัวรู้ หรือญาณปัญญา”   ญาณ เป็นตัวรับรู้สภาวะธรรมทั้งปวง ไม่ว่าจะป็นการเกิดดับของจิตและอารมณ์ หรือการหยุดการเคลื่อนของกาย และเวทนาก็ตาม   การหยุดการเคลื่อนแบบไม่รู้ตัว เรียกว่า “สัญชาตญาณ” การหยุดและการเคลื่อนอย่างรู้เนื้อรู้ตัว เรียกว่า “ปัญญาญาณ”   ตัวรู้หรือญาณ แม้มันจะเกิดในขันธ์ห้า คือ รูป เวทนา สัญญาณ สังขาร วิญญาณก็ตาม แต่มันเกิดด้วยเจตนาที่ประกอบด้วยวิชชา   แต่ถ้าตัวรู้นั้น มันเกิดด้วยอำนาจอวิชชา มันจึงเป็นการเกิดด้วยวิญญาณขันธ์   เมื่อพระพุทธเจ้าได้ค้นพบตัวรู้ใหม่ หรือสัญญาใหม่ จึงเรียกการค้นพบใหม่นี้ เป็นการตรัสรู้ด้วยโพธิปัญญาของพระองค์เอง เพราะเป็นรู้เห็นการเกิดและการดับของจิต อันเกิดจากขันธ์ห้า   ดังนั้น พระโคตมะศากยะบุตร จึงเป็นผู้รู้ ผู้เห็น...

จิตเดิมแท้

จิตเดิมแท้เหมือนจิตของเด็ก จิตเดิมแท้ของเราทุกคน มันไม่มีนิวรณ์ใดๆ ครอบงำมาก่อน มันใสสะอาดบริสุทธิ์ เหมือนจิตของเด็ก เรียกว่าประภัสสรจิต   ตามที่ท่านกล่าวไว้ในบทบาลีว่า “ปภัสระมิทัง จิตตัง อาคันตุเกเสหิ อุปกิลิตถัง” จิตเดิมแท้มันผ่องใสสะอาด เมื่อถูกความคิดปรุงแต่ง เข้ามารบกวนแล้ว จิตนั้นจึงเศร้าหมองไป   จิตเดิมแท้มันดำรงอยู่ก่อนหน้านี้ ทุกคนมีสภาพจิตอย่างนี้ เสมอเหมือนกัน แต่คนที่รู้จักจิตแบบนนี้ดีแล้ว ย่อมหาวิธีดำรงจิตแบบนี้ไว้ได้ นานกว่าคนที่ไม่รู้   และคนที่รู้จิตนี้ ก็คือผู้ที่ได้ผ่านการปฏิบัติภาวนา มาแล้วเท่านั้น   คนที่รู้จักทำวิปัสสนา ย่อมรักษาจิตชนิดนี้ได้ดีกว่า คนที่รู้เพียงสมถะภาวนา   สามารถพัฒนาให้ดำรงอยู่ได้ยาวนาน และสามารถนำจิตแบบนี้ มาประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างกว้างขวาง และมีประสิทธิภาพ มากกว่าคนธรรมดาหลายเท่าทีเดียว ค้นหาจิตเดิมแท้ การพัฒนาจิตเดิมแท้ให้เติบโต ต้องอาศัยกัลยาณมิตรผู้รู้จริง คอยช่วยแนะนำเท่านั้น จึงจะเกิดได้   องค์ประกอบที่จะทำให้สมบูรณ์ ต้องประกอบด้วยหลัก ๒ ประการ...

ตื่นรู้และเบิกบาน คือเป้าหมาย

การปฏิบัติต้องมีเป้าหมาย ขอให้ทุกคนตั้งใจปฏิบัติ และนั่งฟังไปด้วย เพราะวิธีปฏิบัติแบบแคลื่อนไหวนี้ เป็นวิธีที่ให้ศึกษาและปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน เพื่อนำชีวิตจิตใจของเรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะให้บ่อยๆ และนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ใจเราเคยอยู่ไกลตัวเองมานานจนนับชาติไม่ถ้วน เมื่อเราเกิดมาพบคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เหมือนได้มาพบกับพระพุทธองค์จริง ท่านก็สอนเราให้เรานำชีวิตจิตใจ มาอยู่กับปัจจุบันอยู่เสมอๆ อย่าปล่อยใจให้คิดไปกับอดีตและอนาคต เพราะจะทำให้เราเผลอคิด อันจะก่อให้เกิดความทุกข์และปัญหาตามมา   เป้าหมายที่๑ และเป้าหมายที่๒ เพราะฉะนั้น เราจึงพากันมา “ฝึกความตื่นรู้ ให้จิตอยู่กับปัจจุบัน” นี้คือเป้าหมายหลักที่หนึ่งของปฏิบัติของเรา เพื่อฝึกฝนตัว “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม ณ ปัจจุบัน” เมื่อเรานับถือศาสนาพุทธ เราก็ควรพยายามฝึกใจให้เข้าถึงพุทธภาวะที่แท้ คือ เข้าถึงความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน ให้ได้สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อความเป็นพุทธะในจิตของเราสมบูรณ์มากขึ้น จิตก็ไม่เหลือพื้นที่ให้กับกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นเหตุของการการเวียนว่ายตายเกิด จิตก็ไม่ต้องรับความทุกข์ทรมานจากการเกิด อันนี้คือเป้าหมายที่สองของเรา   กลางคืนฝัน กลางวันคิด เพราะจิตไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน วิธีการปฏิบัติ ก็คืออย่างที่พวกเรากำลังทำนี่แหละ คือมีสติตามรู้การเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม เช่น...