พลิกพุทธเป็นพราหมณ์

ปริศนาธรรม รามเกียรติ์ ระหว่างศาสนาพุทธหรือศาสนาพราหมณ์ พลิกกันไปพลิกกันมาตลอด เมื่อพราหมณ์เกิดขึ้นหลายพันปี พุทธก็เกิดขึ้น   มีพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาองค์หนึ่ง ก็พลิกศาสนาพราหมณ์มาเป็นศาสนาพุทธ หลังจากศาสนาพุทธยืดยาวไปหลายพันปี ก็กลับมาเป็นศาสนาพราหมณ์อีก   คำสอนในเรื่องของศาสนาคล้ายๆ กัน แต่มาประยุกต์ อย่างพรหม 4 หน้า กลายมาเป็นพรหมวิหาร 4   ตัวอย่างเรื่องศาสนาพราหมณ์ ตอนกำเนิดพระราม   เริ่มต้นตรงที่ว่าเขาไกรลาส เป็นเขาที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล บนยอดเขามีพรหม โดยมีลูกน้อง 2 คน พระนารายณ์กับพระศิวะ   พระนารายณ์ปลอมเป็นนางประภัสสร เพื่อปราบนนทยักษ์ ทำให้นนทยักษ์อาฆาต ท้าให้พระนารายณ์ตายแล้วเกิดมาสู้กันใหม่   พระนารายณ์รับปาก นนทยักษ์ก็ตายไปเกิดเป็นทศกัณฑ์ ส่วนพระนารายณ์ไปเกิดเป็นพระราม คำว่าพระสุเมรุหมายถึงรูปนาม แต่ในรูปนามมีพระอิศวรเป็นใหญ่ คือจิตเป็นใหญ่   คำว่าอิศวรแปลว่าอิสระเป็นใหญ่ แล้วจิตจะมีผู้ที่ช่วยจิตให้เป็นใหญ่ ได้แก่   สติ...

เหนือสมถะยังมีวิปัสสนา

นิทานเรื่อง หนอนผีเสื้อ อาตมาเคยฟังนิทานเรื่องหนึ่งว่า หนอนผีเสื้อทั้งหลายเมื่อถึงฤดูกาล ก็จะพากันไต่ขึ้นยอดเขา เมื่อไปถึงยอดเขา มันจะพบอากาศที่ดี สามารถเปลี่ยนตัวมัน จากหนอนดักแด้ ให้เป็นตัวผีเสื้อได้ พอถึงฤดูกาล ผีเสื้อทั้งหลายก็พากันไต่ขึ้นเขา บางตัวขึ้นไปแล้วไม่รอด ตายก็มี เพราะเหน็ดเหนื่อย หมดเสบียง หมดแรง บางตัวขึ้นไปก็เกิดไปกัดกัน ตายกลางทาง บางตัวขึ้นไปเกือบถึงแล้ว ถูกแมลงอื่นเอาไปกินเสียก่อน น้อยตัวมากที่ขึ้นไปถึงยอดเขาแล้ว กลายเป็นผีเสื้อได้ มนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกับดักแด้ผีเสื้อ เราพยายามไต่ไปสู่ที่สูง สูงฝ่ายสมมติก็คือ อยากจะมีลาภ ยศ ชื่อเสียง สุข พอไปถึงที่สูงแล้ว บางตัวก็ขึ้นถึงยอดเขา บางตัวก็ขึ้นไม่ถึงเพราะอุปสรรคต่างๆ บางคนกำลังหาเงินหาทองอยู่ดีๆ ก็เกิดรถคว่ำตาย เกิดเจ็บป่วยตาย บางคนกำลังรุ่งเรืองอยู่ก็เกิดถูกฆ่าตาย ในแง่ของสมมติ แม้จะขึ้นไปถึงยอดแล้ว ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง มันเห็นว่าไม่มีอะไร ก็กลับลงมา แต่บางตัวขึ้นถึงยอดเขาแล้ว ไม่พอใจเพียงเท่านั้น มันปีนขึ้นต้นไม้ต่อ ไปกินใบไม้แล้วแปลงตัวเป็นผีเสื้อได้ เมื่อเราขึ้นถึงยอดเขาแล้ว บางคนก็ยังเป็นสมถะอยู่ แต่บางตัวไม่ติดอยู่แค่นั้น...

สมถะแบบไหนเป็นพุทธ แบบไหนเป็นพราหมณ์

สมถะมีมาก่อนพระพุทธเจ้า ตามหลักฐานที่เราชาวพุทธได้ทราบจากตำรากล่าวว่า ก่อนที่พระองค์จะได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณด้วยพระองค์เอง พระองค์เคยเข้าไปศึกษาเรียนรู้วิถีทางที่ทำให้พระองค์พ้นทุกข์ ตามสำนักของจารย์ต่างๆเป็นเวลานานถึงหกปี ล่าสุดได้พบกับอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ระดับแนวหน้าสมัยนั้น คืออาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร อาจารย์ทั้งสองท่านนี้ ได้เห็นความตั้งใจของพระสิทธัตถะ ศากยบุตรในสมัยนั้น ก็ตั้งใจฝึกฝนให้จนหมดวิชา พระองค์ก็ตั้งใจฝึกฝน จนหมดความรู้ความสามารถของอาจารย์ทั้งสอง จนจบวิชาสูงสุดของทั้งสองอาจารย์คือ สามารถบรรลุถึงสมาธิระดับสูงสุดคืออาฬารดาบสสอนให้เข้าถึง ฌานสมาบัติขั้นที่เจ็ด ส่วนอาจารย์อุทกดาบส สอนให้เข้าถึงฌานสมาบัติขั้นที่แปด เมื่อถูกถามว่า ระดับที่สูงกว่านี้คืออะไร? อาจารย์ทั้งสองตอบว่า ไม่มีสูงกว่านี้อีกแล้ว แต่พระองค์ก็ไม่ทรงพอพระทัยในความรู้ความสามารถที่ได้บรรลุนั้น เพราะสมาธิขั้นสูงสุดที่ได้มานั้น ยังเสื่อมยังกำเริบได้อยู่ได้อยู่ ถ้าไม่ประคองรักษาอย่างดี เพราะความรู้ที่ได้มานั้น ยังไม่สามารถทำให้พระองค์หายสงสัยในชีวิตของตนเองได้ พระองค์ก็บอกเลิก แล้วอำลาอาจารย์ทั้งสอง แล้วเดินออกเดินทางแสวงหาต่อไป ตามประวัติเล่าว่า พระองค์ทรงหาวิธีด้วยตนเอง หลังจากออกมาจากสำนักทั้งสองอาจารย์ ก็ทดลองบำเพ็ญพรตของนักบวชขั้นสูงสุดสมัยนั้น เรียกว่า “บำเพ็ญทุกกรกริยา” ( รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ไปหาอ่านและศึกษาตามหนังสือพุทธประวัติ ซึ่งมีอยู่ทั่วไป ) กล่าวโดยสรุปแล้ว พระพุทธองค์ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ในการบำเพ็ญทุกกรกริยา คือทำการทรมานตนเองด้วยวิธีต่างๆ...

สติมีหลายระดับ

สติสัมปชัญญะ-สติปัฏฐานสี่-สติสัมโพชฌงค์ สติสัมปชัญญะก่อให้เกิดสติปัฏฐานสี่ สติปัฏฐานสี่ ก่อให้เกิดสติสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์เป็นสติที่เป็นเอง เป็นปรมัตถ์ล้วนๆ แต่สติปัฏฐานสี่ เราต้องคอยฝึกซ้อม คอยระมัดระวัง มันยังไม่เป็นเอง ยังปนกันระหว่างสมมติกับปรมัตถ์อยู่ สติสัมโพชฌงค์ที่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดวิริยะสัมโพชฌงค์ แม้ว่าเป็นสติที่เป็นเอง แต่ก็ยังต้องมีวิริยะ เพราะมันยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ พระโสดาบันมีสติสัมโพชฌงค์ เพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ พระสกิทาคามี ๕๐ เปอร์เซ็นต์ พระอนาคามี ๘๐ เปอร์เซ็นต์ พระอรหันต์มี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จึงต้องเอาวิริยะมาเป็นตัวช่วยพัฒนา วิริยะสัมโพชฌงค์กับสัมมาวายามะ เป็นอันเดียวกัน (วิริยะสัมโพชฌงค์ที่ไปถึงจุดหมาย ก็จะกลายเป็นสัมมาวายามะ) วิริยะสัมโพชฌงค์ยังไม่สมบูรณ์ แต่สัมมาวายามะสมบูรณ์แล้ว แต่ทำหน้าที่ ๔ อย่างเหมือนกันคือ ๑. สังวรปธาน คอยระมัดระวังสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาไม่ให้เกิด แต่ถ้ามันยังเกิด… ๒. ปหารปธาน ปรับเปลี่ยนออกไป ถ้ายังไม่ออก… ๓. ภาวนาปธาน...