คุณสมบัติของนักปฏิบัติ

    ๑.๒ คุณสมบัติของผู้เข้าปฏิบัติ บรรดาญาติโยม ตลอดทั้งพระสงฆ์องคเจ้าของเราทั้งหลาย ถ้าปฏิบัติในวิธีการนี้แล้วไม่รู้ หลวงพ่อเทียนท่านเคยเอาชีวิตเป็นประกันเอาไว้ นี่ก็เช่นกัน อย่าว่าแต่ท่านเลย แม้แต่ตัวอาตมาเองก็ยอมเอาตัวเองเป็นประกันว่า ถ้าหากพวกเราทั้งหลายตั้งใจกันปฏิบัติอย่างจริงจังแล้ว จะต้องรู้กันทุกคน แต่การที่จะรู้มากรู้น้อย อันนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ขึ้นอยู่กับศรัทธาของเรา ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ของเราว่ามีความเข้มแข็งแค่ไหน การที่จะไม่รู้ไม่เห็นเลยนั้น มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้   คุณสมบัติที่นักปฏิบัติทั้งหลายควรจะมี หรือต้องสร้างให้เกิดขึ้นในตัวเอง สำหรับเป็นเครื่องมือในการที่จะทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง มีอยู่ ๕ อย่าง   ๑. ต้องมีศรัทธา คือ ความเชื่อในการที่เรามายกมือสร้างจังหวะ ทำให้เกิดความรู้สึกตัวนี้ เราต้องมีศรัทธา ต้องกระทำด้วยความศรัทธา ศรัทธาในการกระทำ จะมาทำแบบเพื่อทดลองทำดู นี่… เรื่องนี้ลองไม่ได้ ต้องทำจริงๆ เราต้องมีศรัทธาว่าจะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์โดยวิธีนี้ให้ได้   บางคนไม่เชื่อ เอ…เราไปนั่งหลับตา กำหนดลมหายใจ มันเคยสุขสบาย แต่พอมาทำอย่างนี้รู้สึกใจไม่สงบเลย สงสัยจะไม่ถูกจริตกระมัง นี่เรียกว่าศรัทธาคลอนแคลนแล้ว เพราะบางคนติดสงบมาเป็นเวลานาน...

มอบรักด้วยธรรม

มอบรักด้วยธรรม (๑) ** รู้จักกระแสชีวิตก่อนจะผ่อนคลาย ** จากการพิสูจน์ทดลอง อาตมาได้พบว่า คำสอนที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ และนำมาแสดงไว้ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้น เป็นสัจจธรรมที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนและไม่ซับซ้อนเลย คือพระองค์ตรัสเรื่องทางสามสาย คือ ๑.ทางสายหย่อน ที่เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค ๒.ทางสายตึง ที่เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค และ ๓.ทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ในทีนี้ อยากใช้ภาษาพูดเสียใหม่ว่า “กระแสของความรู้สึก” แทนคำว่า “ทาง” เพราะเห็นภาพความรู้สึกได้ชัดกว่า ความรู้สึกมันมีอยู่สามกระแส คือกระแสติดสุข หรือทางหย่อน กระแสติดทุกข์ หรือทางตึง และกระแสที่พอดี หรืออาจจะเรียกว่าทางสายกลาง และอาจเรียกชื่อต่างๆ กันไปเช่นว่า กระแสพอใจ(หย่อน) กระแสไม่พอใจ(ตึง) และกระแสพอดี (เป็นกลาง) กระแสบาป กระแสบุญ กระแสเหนือบุญเหนือบาป เป็นต้น ส่วนมากจิตของเราจะตกอยู่ในสามกระแสนี้เท่านั้น แม้แต่พระพุทธองค์เอง ก่อนที่จะตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ จิตของพระองค์ก็ตกอยู่ในกระเสทั้งสามนี้ ที่ท่านเรียกว่า...

ปฐมาจารย์เซนแห่งประเทศสยาม ตอนที่ ๕

ตาในเกิดขึ้นได้อย่างไร เราจะทำให้ตาในสว่างไสวตลอดเวลาได้อย่างไร สมัยที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรม แก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ซึ่งเป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรก ของพระพุทธองค์ ที่เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พอพระองค์เทศน์จบ พระอัญญาโกณฑัญญะ ผู้มีอาวุโสสูงรองจากพระองค์ เมื่อได้ฟังธรรมจบแล้วก็ได้ดวงตาใน โดยได้เปล่งอุทานขึ้นในขณะนั้นว่า “ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ” ที่แปลว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดก็ย่อมมีการดับสลายไปเป็นธรรมดา” เพราะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุให้เกิด เมื่อหมดเหตุก็จบ นี่เรียกว่า มีดวงตาเห็นธรรม เมื่อใดที่พระองค์แสดงธรรมจบลง ใครคนใดคนหนึ่งเข้าใจธรรม ในสิ่งที่พระองค์แสดงอย่างแจ่มแจ้ง พระองค์ก็องค์ก็จะเรียกคนๆ นั้นว่า ได้ธรรมจักษุ หมายความว่า ได้ดวงตาเห็นธรรม นิพพานไม่มีการเกิด จึงไม่มีการดับ พระพุทธองค์จึงทรงให้นาม แก่ท่านใหม่ว่า พระอัญญาโกณฑัญญะ   แปลว่า โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม แล้วนั้นเอง คือรู้ว่าไม่มีสิ่งใดที่เกิดแล้วไม่ดับ   หรือไม่มีใครที่เกิดแล้ว ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย   รูปธรรม...

ปฐมาจารย์เซนแห่งประเทศสยาม ตอนที่ ๔

อินทรีย์ห้า พละห้า เป็นกองหนุนที่เป็นกำลังหลัก การปฏิบัติในวิธีการแบบเคลื่อนไหวนี้ ต้องเน้นที่อินทรีย์ห้า พละห้าเป็นกำลังหลัก คือ ความจริงจัง ตั้งใจ จดจ่อ ต่อเนื่อง และถูกต้อง ไม่ใช่เน้นที่ทำได้ดี หรือทำได้มาก หรือทำได้นาน แต่ถ้าปฏิบัติถูกต้องตามวิธีการแล้ว น้อยก็ดี มากก็ได้ ช้าก็ได้ เร็วก็ได้ หลับตาก็ดี ลืมตาก็ได้ แต่ถ้าไม่ถูกต้อง มากก็ไม่ดี น้อยก็ไม่ดี จะช้าหรือเร็วใช้ไม่ได้ เพราะตั้งใจไม่ถูก ทำอย่างไรก็ไม่ถูก ฉะนั้น เน้นที่ความถูกต้อง เป็นข้อสุดท้ายของอินทรีย์ห้าและพละห้า ผู้เขียนก็เลยตั้งสโลแกน ให้จำอินทรีย์ห้าและพละห้ากันง่ายๆ ไว้ว่า ศรัทธาคือจริงจัง วิริยะคือตั้งใจทำ สติต้องจดจ่อ สมาธิต้องต่อเนื่อง และปัญญาคือถูกต้อง ต่อเนื่องทั้งในและนอกรูปแบบ อินทรีย์ห้าตามหลักมหาสติปัฏฐานสูตร แบบหลวงพ่อเทียน เน้นความสำคัญของความต่อเนื่อง ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงต้องนั่งสร้างจังหวะ หรือเดินจงกรมต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน   คำว่า “ต่อเนื่อง” ในทีนี้หมายความว่า...

ปฐมาจารย์เซนแห่งประเทศสยาม ตอนที่ ๓

อนุปัสสนาหรือพิจารณากันแน่? นักปฏิบัติต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้ชัดเจนก่อน ตามหลักสติปัฏฐานสูตร ท่านก็บอกให้เจริญกายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา คือ ให้เฝ้าดูหรือตามดูกาย เฝ้าดูเวทนา เฝ้าดูจิต เฝ้าดูอารมณ์ ตามดูหรือเฝ้าดู มิใช่พิจารณาดูหรือคิดดู ว่ากันตามหลักสูตรทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ เดี๋ยวจะว่าทิ้งหลักของพระพุทธเจ้า ตามดูกายส่วนไหนบ้าง ท่านกำหนดให้ตามดูทั้งหกส่วน แต่ก็ดูแบบรวมๆ มิใช่แยกส่วนดู แต่ตามหลักทฤษฎีท่านก็ต้องเขียนไว้แบบนี้ 1.ให้ตามดูลมหายใจ 2.ให้ตามดูอิริยาบถ 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน 3.ให้ตามดูการเคลื่อนไหวส่วนย่อยทุกส่วนของกายคือ คู้ เหยียด เคลื่อนไหว สร้างจังหวะ เดินจงกรม เหลียวซ้ายและขวา เป็นต้น 4.ให้ตามดูธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ 5.ให้ตามดูอาการ 32 ในตัวของเรา 6.ให้ตามดูอสุภะ ความสกปรกของร่างกายเรา วิธีตามดูกายานุปัสสนา...

ปฐมาจารย์เซน แห่งประเทศสยาม ตอนที่ ๒

บทเรียนการสอนแรก แบบเซนของหลวงพ่อเทียน บทเรียนการสอนแรก แบบเซนของหลวงพ่อเทียน   ครั้งแรกที่ผู้เขียนได้พบกับหลวงพ่อเทียน ที่วัดสวนแก้ว อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ผู้เขียนได้ถูกชักนำ โดยอาจารย์โกวิท เขมานันทะ ให้มาพบกับหลวงพ่อ   ด้วยความอยากได้คำตอบ ในปัญหาที่ตนเองสงสัยมานานว่า “อารมณ์รูปนามแบบสติปัฏฐานแท้ๆ นั้น เป็นอย่างไร?”   เพราะผู้เขียนเคยไปฝึกกรรมฐาน กับสำนักอาจารย์ต่างๆ มาหลายสำนัก แต่ละสำนักจะมีคำถามที่ใช้สอบอารมณ์ เหมือนกันแทบทุกสำนัก   คำถามหนึ่งก็คือถามว่า “ท่านรู้จักรูป รู้จักนาม แล้วยัง?”   เมื่อผู้เขียนตอบด้วยคำตอบเดิมทุกครั้งว่า “รูปก็คือกาย นามก็คือใจ” ก็เป็นเหมือนเดิมทุกครั้ง ที่ได้คำตอบยืนยันกลับมาว่า “มันใช่ แต่มันไม่ถูก”   คำตอบกลับมาแบบนี้ มันผูกมัดบีบคั้นจิตใจ ของผู้เขียนมายาวนาน จนกระทั่งได้โอกาสมาพบ หลวงพ่อเทียนในครั้งแรก ก็ยิงคำถามแบบเดียวกับ ที่ได้จากอาจารย์กรรมฐานท่านก่อนๆ ว่า   “อารมณ์รูปนามแบบวิปัสสนา...

ปฐมาจารย์เซน แห่งประเทศสยาม ตอนที่ ๑

คำไขกุญแจ คำแก้ประตูใจ การทำอะไรตามๆ กัน และการพูดการคิดอะไรตามๆ กันไปตามกระแสโลกนิยม แต่ในโลกของธรรมนิยมแล้ว อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ควรจะเป็นว่า “ทำในสิ่งที่ควรทำพูดในสิ่งควรพูด และคิดในสิ่งที่ควรคิด” มากกว่าการทำอะไรตามๆกัน ทั้งๆที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือไม่เหมาะกับกาลเทศะ คนไทยเราโดยธาตุแท้และดั้งเดิม เป็นชนชาติที่มีพรสวรรค์ในการประยุกต์ และปรับปรุงตนเองให้เหมาะสม กับสถานการณ์อย่างยอดเยี่ยม และบุคลิกในส่วนนี้นี่เองที่ทำให้ คนสยามประเทศของเรามีพรสวรรค์เป็นเลิศ ในการสร้างสรรค์และดัดแปลงสภาพแวดล้อมต่างๆ ให้ทันสมัยอยู่เสมอ หรือเรียกว่า “อมตะ” คงจะไม่ผิด ดังนั้นเมืองไทยของเราลือเลื่องเฟื่องฟูไปด้วยศิลปวัฒนธรรมอันดีงามและสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปกรรมแขนงต่างๆ เช่น วรรณกรรม สถาปัตยกรรม ตลอดถึงศาสนกรรม เป็นต้น  เราจึงปฏิสธไม่ได้สำหรับพรสวรรค์ในการสร้างผลงานอันหลากหลายเหล่านี้ ชนชาติสยามของเราได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนา จนกลายมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของเราจนทุกวันนี้ หนังสือเล่มนี้อยากจะบอกว่า แม้แต่เรื่องพุทธศาสนาอันเป็นเรื่องของนามธรรม คนสยามเราก็สามารถปรับปรุงแก้ไข ให้เข้ากับชนชาติของตนเองได้อย่างเหมาะสมกลมกลืน เช่น เมื่อเรารับเอาพุทธศาสนาแบบเถรวาทเข้ามาสู่สยามประเทศเป็นเวลานานกว่ายี่สิบศตวรรษแล้ว แต่เราก็สามารถปรับปรุงพุทธศาสนาแบบเถรวาทใช้ได้ดีกว่า ประเทศสยามของเราได้ให้กำเนิดพระอริยเจ้า หรือผู้บรรลุธรรมมากมาย มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นั้นเป็นหลักฐานยืนยันว่าเราสืบทอดพุทธศาสนาได้ตรงตามเจตนารมณ์ของพระศาสดา มากกว่าประเทศผู้กำเนิดศาสนาเสียอีก แม้ว่าสยามประเทศไม่ได้รับเอาพุทธศาสนาแบบมหายานเข้ามาโดยตรงเหมือนกันเช่น จีน...