ดูตัวเองไม่ต้องดูคนอื่น

การปฏิบัตินี้เราต้องเรียนด้วยตัวของเราเอง เราต้องสอนตัวเราเอง เราต้องเห็นด้วยตัวของเราเอง เราต้องรู้ด้วยตัวของเราเอง เราต้องเข้าใจด้วยตัวของเราเอง เราต้องทำด้วยตัวของเราเอง #ดังนั้นเธอไม่จำเป็นต้องสนใจในบุคคลอื่น Direk Saksith www.buddhayanando.com f: พระพุทธยานันทภิกขุ, พลิกใจให้ตื่นรู้, หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท, เซนสยาม, Dynamic Meditation (นวัตกรรมแห่งสติ)

เก็บอารมณ์เป็นอยู่คนเดียวเป็น

  เก็บอารมณ์เป็นอยู่คนเดียวเป็น เมื่อเก็บอารมณ์เป็น เราก็จะอยู่คนเดียวเป็น อยู่คนเดียวระวังความคิด อยู่กับมิตรระวังการพูดจา แต่ถ้าเราไม่เคยฝึกเก็บอารมณ์ ก็จะอยู่คนเดียวไม่เป็น อยู่คนเดียวก็หาเรื่องมาเล่น หาเรื่องมาคิด หาเรื่องมาทำ หาเรื่องมาพูด หาเรื่องมาปรุงมาแต่ง เพราะเราไม่เห็นตัวจิต ที่ไม่มีความคิด   ความคิดแก้ความคิด เพราะรูปนามไม่ชัด ถ้าเราถือของ รู้สึกหนัก เป็นภาระ แต่พอเราวางลง รู้สึกเบา เป็นอิสระ ให้จิตได้สัมผัสความเบา ความอิสระนี้บ่อยๆ จิตมันจะมีที่อยู่ ตัวความอิสระ ความเบาสบาย ตัวรู้ เป็นประสบการณ์ใหม่ของจิต ตลอดเวลาที่ผ่านมาจิตต้องสร้างภาระ คือหาสังขารมาเป็นที่อยู่ ไม่ว่าเราจะกินข้าว อาบน้ำ หาเรื่องมาคิดไปเรื่อยๆ แต่พอเรามาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ต้องการให้จิตเป็นอิสระ รับรู้ต่อสภาวะที่มีอยู่ โดยไม่เข้าไปยึด ไปครอง ไปถือ ไปเป็นเจ้าของ ในกรณีที่จิตมีอารมณ์ มีความคิดบางเรื่องผุดขึ้นมา เราก็ต้องกลับมาตั้งต้นที่ การปรับอารมณ์รูปนาม ปรับปัจจุบันให้ชัด ถ้าหากว่าเราไม่รู้จักรูปนาม หรือไม่ชัดเจนในรูปนาม...

คุณสมบัติของนักปฏิบัติ

    ๑.๒ คุณสมบัติของผู้เข้าปฏิบัติ คุณสมบัติของผู้เข้าปฏิบัติ บรรดาญาติโยม ตลอดทั้งพระสงฆ์องคเจ้าของเราทั้งหลาย ถ้าปฏิบัติในวิธีการนี้แล้วไม่รู้ หลวงพ่อเทียนท่านเคยเอาชีวิต เป็นประกันเอาไว้ นี่ก็เช่นกัน อย่าว่าแต่ท่านเลย แม้แต่ตัวอาตมาเองก็ยอมเอาตัวเอง เป็นประกันว่า ถ้าหากพวกเราทั้งหลาย ตั้งใจกันปฏิบัติอย่างจริงจังแล้ว จะต้องรู้กันทุกคน แต่การที่จะรู้มากรู้น้อย อันนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ขึ้นอยู่กับศรัทธาของเรา ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ของเรา ว่ามีความเข้มแข็งแค่ไหน การที่จะไม่รู้ไม่เห็นเลยนั้น มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คุณสมบัติที่นักปฏิบัติทั้งหลายควรจะมี หรือต้องสร้างให้เกิดขึ้นในตัวเอง สำหรับเป็นเครื่องมือในการที่จะทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง มีอยู่ ๕ อย่าง ๑. ต้องมีศรัทธา คือ ความเชื่อในการที่เรามายกมือสร้างจังหวะ ทำให้เกิดความรู้สึกตัวนี้ เราต้องมีศรัทธา ต้องกระทำด้วยความศรัทธา ศรัทธาในการกระทำ จะมาทำแบบเพื่อทดลองทำดู นี่… เรื่องนี้ลองไม่ได้ ต้องทำจริงๆ เราต้องมีศรัทธาว่าจะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์โดยวิธีนี้ให้ได้ บางคนไม่เชื่อ เอ…เราไปนั่งหลับตา กำหนดลมหายใจ มันเคยสุขสบาย แต่พอมาทำอย่างนี้รู้สึกใจไม่สงบเลย สงสัยจะไม่ถูกจริตกระมัง...

ฤดูกาลแห่งจิต

ฤดูกาลแห่งจิต เปรียบเสมือนฝั่งน้ำที่เรานั่งอยู่ อารมณ์ที่ผ่านมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เปรียบเสมือนกระแสน้ำที่ไหลผ่านหน้าเรา แล้วเรานั่งอยู่บนฝั่ง เห็นลำน้ำที่มันไหลมาตามฤดูกาล ฤดูแล้งน้ำก็แห้งขอดและใส ฤดูฝนมันก็จะขุ่นจะเคี่ยวไหลแรง จิตของเราก็มีฤดูกาลเช่นกัน ฤดูกาลภายนอกมี ๓ ฤดู ฝน หนาว แล้ง ฤดูของจิตก็มี ๓ ฤดู คือพอใจ ไม่พอใจ และเฉยๆ ๑. ตัวพอใจเปรียบเสมือนฤดูฝน สดชื่นแจ่มใสสบาย พัฒนามาเป็นสุข สุขเวทนาพัฒนาไปเป็นราคะ พัฒนาไปเป็นกามะ พัฒนาไปเป็นความพอใจทุกชนิด เมื่อเราไปติดสุขเวทนา ก็หมายความว่าเราไปพัฒนาตัวกามะมากขึ้น พัฒนาตัวราคะให้มันแรงขึ้นเรื่อยๆ ทีนี้ความพอใจถูกตอบสนองบ่อยเข้าๆ เราก็ไปติด พอไปติดมันก็ไปพัฒนากามราคะให้มีกำลัง ๒. แต่เมื่อใดความพอใจไม่ถูกตอบสนอง มันตีกลับเป็นความไม่พอใจ โทสะเปรียบเสมือนฤดูร้อน เราไม่ชอบ...

ถอดพระธรรมเทศนา วิธีสังเกตอารมณ์รูปนาม

พระธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท, พระพุทธยานันทภิกขุ, Direk Saksith, Deva Nanda ณ สวนพันดาว ๒๕ ก.ย. – ๑ ต.ค. ๕๙   ถ้าทำถูกจะรู้สึกผ่อนคลาย สบาย ไม่วุ่นวาย ไม่หนัก ไม่เหนื่อย ไม่เมื่อย ไม่ง่วง ไม่เหงา มันจะปรับตลอดเวลา นั่นคือการเก็บอารมณ์ที่ถูกต้อง ถ้าเก็บไปแล้วมันตึง มันเครียด มันเบื่อ มันเหงา มันเซ็ง มันคิด มันปรุงแต่งฟุ้งซ่าน แสดงว่าในช่วงทำความเพียร เราไม่ได้ปรับความสมดุล Read your mind, read your body When some feeling comes up, You can read...

ย่างใจให้สุกด้วยทุกข์แท้

ย่างใจให้สุกด้วยทุกข์แท้ ความรู้สึกตัวของเรามันจะเติบโตได้ ต้องอาศัยความร้อนของความทุกข์ ไม่ใช่ความร้อนของร่างกาย ความร้อนที่เกิดขึ้นในใจ ไม่เหมือนความร้อนทางกาย มันออกมาเป็นความคิด เราจะคิดอยู่ ๓ เรื่องคือ ๑. คิดเรื่องที่เราชอบ เรียกว่า โลภะ ๒. คิดถึงเรื่องที่เราไม่ชอบ เรียกว่าโทสะ ๓. คิดเรื่อยเปื่อย เรียกว่าโมหะ เคยสังเกตไหมว่าสามเรื่องนี้ เราคิดเรื่องไหนมากที่สุด ถ้าเป็นเทวดาจะคิดเรื่องแรก คิดแต่เรื่องพอใจ คิดแต่เรื่องมีความสุข ถ้าเป็นสัตว์ทั่วไป ก็จะคิดถึงเรื่องไม่พอใจ คิดอะไรหาเรื่องทำที่มันสนุกๆ แต่มันก็ทุกข์ พวกที่เป็นสรรพสัตว์ทั้งหลาย ก็จะคิดเรื่องเรื่อยเปื่อยไป ไม่แน่อาจเป็นเทวดาอินทร์ พรหมก็ได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านให้คิด ประเภทที่สี่คือ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง รวมเป็นเรื่องหลักๆ สองเรื่อง คือ กุศลกับอกุศล ความโลภ โกรธ หลง เรียกว่า อกุศล ความไม่โลภ ไม่โกรธ...

ยาถอนกิเลส

  ต้องเห็นไตรลักษณ์นับแสนครั้ง เจริญสติปัฏฐานสี่ เจริญสติ สมาธิ ปัญญา บ่อยๆ ก็จะเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของรูปนาม   เมื่อเห็นบ่อยเข้าก็เกิดปัญญา แต่ถ้าไม่เห็นบ่อยๆ ปัญญาก็ไม่เกิด ต้องเป็นร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง ปัญญาจึงจะเกิด   ก็ต้องดูบ่อยๆ ดูตั้งแต่เช้าจรดเย็น ดูทุกวัน   หลวงพ่อเทียนจึงให้เข้าเก็บอารมณ์ เพื่อดูอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตลอด ๒๔ ชั่วโมง   เมื่อดูจนสุกงอม ก็จะเกิดปัญญาสว่างโพล่งขึ้นมา มันเห็นความจริง เกิดนิพพิทาวิราคะ เกิดความเบื่อหน่ายคลายจาง การยึดมั่นถือมั่น   ถ้ายังไม่เกิดปัญญา เราทำเป็นไม่ยึดมั่นถือมั่นเฉยๆ เป็นเพียงสมมติ   แต่ตัวยึดมั่นถือมั่น มันจะหายไปไม่กลับมา ต้องเกิดนิพพิทาญาณ นิพพิทาวิราคะ  ...

คนซื่อบรรลุธรรมได้ไว

คนซื่อๆ ก็จะรู้แบบซื่ิอๆ พระธรรมเทศนาวันวิสาขบูชา ที่วัดลาว Saltlake Dhammaram UT USA วันที่ 10-20 พค.2017 โดยพระพุทธยานันทภิกขุ 1.คนซื่อ ถือว่า มีคุณสมบัติพร้อมที่จะถึงนิพพานได้ง่ายกว่าคนไม่ซื่อ เพราะคนลาวถือว่า ความซื่อ นั้นเป็นนิสัยดั้งเดิมของคนลาว คนลาวจึงชอบเข้าวัด ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาเป็นส่วนใหญ่ 2. คนซื่อที่ไม่มีปัญญา ก็ถูกคนอื่นหลอกแบบซ้ำซาก คนซื่อที่มีปัญญา จะเป็นคนดีที่สังคมยกย่อง เคารพนับถือ เพราะให้ที่พึ่งทางใจให้คนอื่นได้เสมอๆ เพราะคนไว้เนื้อเชื่อใจเสมอ 3. การเจริญสติ คือมาเรียนรู้วิธีปรับจิตให้ซื่อตรง แต่ไม่ปล่อยให้จิตซื่อบื้อ คนมีจิตซื่อตรงคือคนฉลาด คนที่จิตซื่อบื้อเป็นคนโง่ ดังนั้น การเจริญสติที่ถูกต้อง ก็คือวิธีการปรับเปลี่ยนจิตที่ซื่อบื้อ ให้เป็นจิตที่ซื่อตรง 4. การทำภาวนาที่ถูกวิธี ก็เพื่อทำให้จิตรู้ซื่อๆ ไม่โอนเอียงลื่นไหลไปกับความพออกพอใจ และไม่ให้ไปผลัก ไปต้าน ขัดแย้งกับความไม่พอใจ แต่ให้รู้จักวิธีทำจิตให้เป็นกลาง หรือทำใจให้ตรงๆซื่อๆ เมื่อถูกอารมณ์ต่างๆ...

ตัวรู้ที่เป็นเวทนากับตัวรู้ที่เป็นสติต่างกันอย่างไร?

ตัวรู้ที่เป็นเวทนากับตัวรู้ที่เป็นสติต่างกันอย่างไร? คำว่าเวทนาก็เป็นตัวรู้ ตัวรู้ในการเสพเสวยอารมณ์ ตัวสติก็แปลว่าตัวรู้สึกตัว ระหว่างตัวรู้สึกปวด กับตัวรู้สึกตัวต่างกันอย่างไร เราปวดขาเป็นทุกขเวทนา ตัวรู้สึกตัวเข้าไปดูตัวปวดขาเป็นอะไร ถ้าไปรู้ว่าการปวดขาเป็นของฉัน ฉันไม่ชอบ มันมีตัวอัตตาขึ้นมาแล้ว สุขเวทนาความสบาย ก็เป็นความสบายของฉัน เป็นมิจฉาสติขึ้นมา หรือว่าเรานั่งฟัง พอไม่พอใจก็ลุกหนี เพราะไปสำคัญสิ่งที่เขาพูด ว่าเป็นตัวเขาและเราเป็นผู้ฟัง และไปสำคัญว่าสิ่งที่เขาพูด ถูกหรือไม่ถูก ใช่หรือไม่ใช่ ถ้าไม่ถูกใจก็หนีอย่างเดียว ถ้าถูกใจก็พูดคุยกันต่อไป มันเป็นเวทนาทั้งขึ้นทั้งล่อง ถ้าคนที่ไม่ฝึกวิปัสสนาเจริญสติ จะไม่รู้เท่าทัน หรือไม่รู้เท่าทันแต่ทนฟังไปก่อน สมมติว่าเราต้องไปคุยกับผู้บังคับบัญชา เราเลี่ยงไม่ได้เราต้องทนฟัง เราก็อยู่ในสภาวะเก็บกด ตรงนี้คือภาคปฏิบัติในชีวิตจริง ว่าเรารู้เท่าทันเวทนา ได้มากน้อยแค่ไหน คนไข้กับหมอ ตัวทุกขเวทนา เปรียบเสมือนคนป่วยที่นอนบนเตียง ได้ยาก็ดีขึ้น ขาดยาก็แย่ลง ตัวรู้ สติ สมาธิ ปัญญา เปรียบเสมือนหมอ ต้องดูอาการคนไข้ แต่ในกรณีที่เราไม่มีสติ สมาธิ ปัญญา ที่ฝึกฝนมา เราก็เป็นคนไข้ของอวิชชาตลอดเวลา...

ความคิดมีสามแบบ

แบบที่หนึ่ง เรียกว่า “ธรรมารมณ์” เป็นความคิดที่เหมือนไม่ใช่ความคิด เรียกว่าเป็น ธรรมารมณ์ หรือ วิสัยจิต คือมันผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป ความคิดแบบนี้ไม่มีปัญหา ไม่ต้องไปปฏิเสธมัน ให้รับรู้เฉยๆ อย่าตามมัน หากเราเผลอคิดตามมันไป มันจะเกิดความคิดแบบที่สอง แบบที่สอง เรียกว่า “สังขารจิต” เป็นอารมณ์ หรือความคิดที่ผ่านเข้ามา แล้วไม่ผ่านไป มันจะติดข้องอยู่ ไม่ยอมผ่านไป แล้วแปรสภาพเป็น ความคิดปรุงแต่ง และปรากฏตัวเป็นอารมณ์ ไปตามอำนาจของอวิชชา ตอนที่เราเผลอตามมันไป ต่อมา ตัณหา อุปาทาน กรรม ก็จะเกิดตามมาเอง อารมณ์ชนิดนี้มีปัญหา และสร้างสมุทัย อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อย่างที่เราเป็นกันอยู่ แบบที่สาม เรียกว่า “วิสังขารจิต” คือความคิดที่ผ่านเข้ามาแล้ว เรามีสติปัญญารู้เท่าทัน คือมีเจตนา อันเกิดจากกำลังสติปัญญา ที่เราฝึกฝนอบรมมาอย่างดี เป็นเหตุให้เกิดวิชชา รู้จักคิด รู้จักที่มาของความคิด รู้จักหยุดความคิด...