วัตถุ ปรมัตถ์ อาการ

ถ้าเรารู้จักเลือกใช้ความคิดเท่าที่จำเป็น จะทำให้เกิดความรู้เพิ่มขึ้นมาอีก ๓ อย่าง เรียกว่า รู้วัตถุ รู้ปรมัตถ์ และรู้อาการ ตามหลักของหลวงพ่อเทียน   รู้วัตถุ หมายถึง รู้ว่าสิ่งทั้งหลายในจักรวาลเป็นวัตถุทั้งสิ้น เรียกว่าสมมุติบัญญัติ ซึ่งแบ่งออกเป็น๓อย่าง ๑. ส่วนที่เป็นรูปที่เข้าไปเกิดในใจ เรียกว่า นามรูป เช่นความรู้สึกนึกคิด คือวัตถุอารมณ์ ๒. ส่วนที่เป็นความรู้ เป็นญาณ ปัญญา และความรู้ที่เป็นวิปัสสนาญาณ คือวัตถุปรมัตถ์ ๓. ส่วนที่เป็นการรับรู้ของกายและจิต ลักษณะของกายที่มีความรู้สึกตัวและจิตที่มีการรับรู้ได้อย่างปกติ คืออาการ เมื่อย่อความความรู้ทั้งหมดของจักรวาล เป็น ๓ อย่างคือ วัถตุ ปรมัตถ์ อาการ จะได้ดังนี้ วัตถุ ได้เเก่ สิ่งทั้งปวงในจักรวาล ตั้งเเต่รูปในใจไปจนถึงรูปของกายที่หยาบที่สุด ปรมัตถ์ ได้เเก่ ตัวรู้ที่สามารถเเยกเเยะ ส่วนไหนเป็นวิชชา ส่วนไหนเป็นอวิชชา ส่วนไหนเป็นปัญญาญาณ ส่วนไหนเป็นสัญชาตญาณ...

นิทานเรื่อง อาจารย์โง่ไปเรียนเซน

อาจารย์โง่ไปเรียนเซ็น ตอน 1 “อายุเข้าปูนนี้แล้ว เจ้ายังทำตัวเป็นเด็กอยู่นะ เมื่อไหร่ เจ้าจะเติบโตมากกว่านี้” อาจารย์เซ็นแห่ง สำนักยอดเขาปู่เป้ง เอ่ยปากเตือนสติ ศิษย์รักคนหนึ่ง “ท่านอาจารย์ต่างหาก ที่ยังเห็นผมเป็นเด็กอยู่ ถ้าท่านอาจารย์เติบโตมากกว่านี้ ก็คงไม่เห็นผมเป็นเด็กอีกต่อไป……! ว่าแล้วศิษย์วัดก็เดินจากไป ปล่อยให้อาจารย็เซ็น ยืนซึมอยู่กับที่ พร้อมกับอุทานกับตัวเองเบาๆว่า ” เออ…. ท่าจะจริงของมันวะ..!กูต่างหากที่ยังไม่เติบโต…….! ถ้ากูเติบโตจริง กูคงไม่เตือนมันแบบนั้น? คิดได้เช่นนั้น ท่านก็ตัดสินใจเข้าเก็บตัวเองอย่างเงียบๆ ในห้องกรรมฐาน เพื่อเฝ้าดูจิตของตนเองเป็นเวลา 1 เดือน ปล่อยให้ศิษย์วัดคนนั้น ทำหน้าที่แทนตนเองทุกอย่าง พอครบหนึ่งเดือน ท่านก็ออกจากห้องกรรมฐาน หลังจากเฝ้าพิจารณาจิตของตนเองอย่างจริงจัง ตั้งใจ ต่อเนื่องและถูกต้อง ” อ้อ… ท่านอาจารย์ออกมาแล้วหรือ?” ศิษย์คนเดิมเอ่ยปากทัก พร้อมกับยกมือพนมอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ” ใช่! ข้าออกมาแล้ว ขอบใจเจ้ามากๆ ที่ให้สติข้า ทำให้ข้ารู้จักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ต่อไป...

หนังสือ ภาวนาให้เป็นสุขพ้นทุกข์ด้วยสติ

      หนังสือ ภาวนาให้เป็นสุข พ้นทุกข์ด้วยสติ โดย พระพุทธยานันทภิกขุ (หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท) รวบรวมธรรมะจากหนังสือเล่มนี้ เรียบเรียงใหม่โดยคุณวัฒนา พิมพ์บึง ที่ได้โพสต์ในเฟซ หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท, Dynamic Meditation (นาโนแห่งมหาสติ), Mindfulness Club (นาโนแห่งมหาสติ)… ซึ่งจะมีการเพิ่มเติมข้อมูลในหน้านี้อยู่เสมอ …………………………………………………… ….หลักปฎิบัติสติกับชีวิตจริง… “…การเจริญกรรมฐานแบบเคลื่อนไหว ต้องการให้ผู้ปฎิบัติ สามารถนำไปประยุกต์ ใช้กับชีวิตประจำวันให้ได้ เเละมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น อย่างมีความสงบสุข ให้ทำใจไว้เสมอว่า การทำงานคือ…การเจริญสติ ภาวนาตัวจริง…” …………………………………………… รู้น้อยๆแต่รู้นานๆ “…ให้เราสนใจปฎิบัติกันให้ได้ ให้เราศึกษากันแค่ตามดูกายกับใจ ดูรูปดูนามเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องอยากเลยจริงๆ แต่คนทุกวันนี้ก็แปลกนะ เขาบอกว่า “รู้แค่นี้มันจะเพียงพออะไร รู้แค่นี้ก็โง่เท่านั้นเเหละ” เขากลัวโง่แต่ไม่กลัวทุกข์ ความจริงแล้วเรายิ่งกลัวตัวเองโง่ ยิ่งโง่หนักเข้าไปอีก ไม่ต้องกลัวโง่หรอก ที่คุณรู้เยอะๆนั้นมันมันทำให้คุณโง่...

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป “นวัตกรรมแห่งสติ๔๗”

ถอดพระธรรมเทศนา นวัตกรรมแห่งสติ๔๗ (เช้า ๓ ส.ค. ๖๐) ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธิกสมาคมฯ (ศูนย์ ๒ ปทุมธานี) วันที่ ๒ – ๘ สิงหาคม โดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท

พุทธวิปัสสนาเชิงวิทยาศาสตร์

พุทธวิปัสสนาเชิงวิทยาศาสตร์ ตอนที่ 1 ทุกวันนี้คนประเทศตะวันตกกำลังตื่นตัวหันมาสนใจเรื่องสมาธิตามแบบพุทธศาสนา เพราะยิ่งศึกษาเข้าไปลึกเท่าไร ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าพุทธศาสนา ชี้ให้เห็นความจริงของโลกวัตถุในทางวิทยาศาสตร์ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น คนที่มีพื้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาก่อน เมื่อมาศึกษาพุทธศาสนา จะค้นพบว่า วัตถุกับนามธรรม ต่างก็อิงอาศัยกันอย่างแยกไม่ได้ เหมือนกายกับใจ แต่ว่านักวิทยาศาสตร์ค้นพบความจริงทางรูปธรรมเท่านั้น แต่พระพุทธเจ้าค้นพบความจริงของโลกทั้งทางด้านรูปธรรมนามธรรม เป็นวิทยาศาสตร์ทางนามธรรมและรูปธรรมอย่างไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย หันมาศึกษาเรียนรู้คัมภีร์ทางพุทธศาสนามากขึ้น ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม และเอาหลักคำสอนของพุทธศาสนา มาพิสูจน์ตามหลักของวิทยาศาสตร์ในแขนงต่างๆ และนำมาประยุกต์ใช้ด้านวัตถุในเชิงเทคโนโลยีในรูแบบต่างๆ ความจริงแล้วพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เรื่องนี้ทั้งหมดทั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์ในรูปธรรมและนามธรรม แต่ทำไมพระองค์จึงไม่ทรงเผยแพร่หลักการของวิทยาศาสตร์ทางรูปธรรมเล่า? เคยมีคนถามเรื่องกับพระองค์มามาก พระองค์ตรัสตอบสั้นๆว่า น สิยา โลกวฑฺฒโน แปลว่า “อย่าทำโลกวัตถุนี้ให้เจริญมากกว่านี้เลย” เพพระองค์ให้เหตุผลว่า ถ้าพัฒนาวัตถุนิยมให้มันเจริญมากเท่าไร จะทำให้มนุษย์เสพความสุข สนุกเมามันในความละเอียดปราณีตในรสชาติของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ ด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน และจะยึดติดอย่างยากแก่การแก้ไขได้ แล้วมนุษย์ก็จะหันหลังให้กับพระศาสนา ซึ่งสอนให้ใช้ความพอดีทั้งวัตถุและจิตใจ แต่เมื่อคนเสพติดวัตถุแล้ว ก็ยากที่จะมีความพอดี ต่อไปก็จะเกิดการทำลายล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติให้หมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว...

พจนานิยม คำนำหนังสือเล่มใหม่ ๒๕๖๐

พจนานิยม การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีที่คนไทยรุ่นใหม่หันมาหาทางออกจากปัญหาชีวิต ด้วยการเจริญสติกันมากขึ้น แม้จะถูกบ้างผิดบ้าง ตรงทางบ้างไม่ตรงทางบ้าง ก็ยังดีกว่าหันไปหาสิ่งเดิมๆ คือไปหาหมอดู ไปสะเดาะเคราะห์ สืบชะตา ไปหาพ่อมด หมอผีเป็นต้น เพราะการเจริญสติจะทำให้พบทางแก้ปัญหาที่เป็นพุทธวิถีมากขึ้น ส่วนใครที่โชคดีหน่อยก็ได้พบกัลยาณมิตรหรือครูบาอาจารย์ที่เป็น สัมมาทิฏฐิ ซึ่งจะช่วยให้เราได้ที่พึ่งทางใจได้ถูกต้องและเร็วขึ้น ประการสำคัญ ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่า เราจะมุ่งแก้ปัญหาของตนเองตามคำแนะนำของท่านอย่างจริงจัง ตั้งใจ ต่อเนื่อง และถูกต้องหรือไม่เท่านั้น เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เกิดจากการรวบรวมคำบรรยาย ของข้าพเจ้า ในงานอบรม “การเจริญสติ” ในสถานที่ต่างๆทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มศิษย์ที่ ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติตามคำแนะนำการเจริญแบบเคลื่อนไหวใน Version ของข้าพเจ้าแล้ว หลายๆท่านช่วย กันถอดคัดลอกเสียงธรรมบรรยายของข้าพเจ้าออกมาแล้วเรียบเรียง ขัดเกลาสำนวน ส่งมาให้ข้าพเจ้าได้ปรับปรุงเนื้อหาให้น่าอ่านมากขึ้น และรวบรวมเป็นรูปเล่มตามที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ สาระสำคัญที่ข้าพเจ้าได้นำมาเน้นย้ำในช่วงการเผยแพร่ในยุคหลังๆนี้ พอจะแยกเป็นประเด็นสำคัญๆได้ดังนี้ 1. เน้นให้เห็นความแตกต่างระหว่าง สติแบบสัญชาตญาณ กับสติแบบปัญญาญาณ 2. เน้นให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจวิธีการเปลี่ยน แปลงกฎของไตรลักษณ์ ให้เป็นกฎของไตรสิกขาได้อย่างไร 3. เน้นการรักษาความสมดุลให้เกิดขึ้นทั้งรูปและนาม ด้วยวิธีการเจริญสติกับการ...

เส้นทางพัฒนาอารมณ์แบบเคลื่อนไหวมือ

เส้นทางพัฒนาอารมณ์แบบเคลื่อนไหวมือ โดยพระพุทธยานันทภิกขุ หลวงพ่อได้เห็นความตั้งใจในการพัฒนาตนเองอย่างกระตือรือร้น และต่อเนื่อง ก็น่าเป็นห่วงและอีกทางก็น่าอนุโมทนา เพราะมีเหตุผลที่น่าจะเป็นดังนี้ 1. การเจริญสติแบบเก็บอารมณ์เข้ม เป็นเรื่องสำคัญต่อการพัฒนาสติระดับสูง จำเป็นต้องมีกัลยาณมิตรผู้ชำนาญและแม่นยำเรื่องการให้และการสอบอารมณ์ และเป็นบุคคลที่ผู้ปฏิบัติ ให้ความศรัทธาและไว้วางใจอย่างสนิทใจชนิดไม่เคลือบแคลงสงสัย 2. สถานที่เก็บอารมณ์เข้ม ต้องเอื้อต่อการได้อารมณ์ภาวนาอย่างยิ่งเรียกว่าอาวาสสัปปายะ เอื้อต่อการเกิดกายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก( สงัดกาย สงัดจิต และสงัดกิเลสได้ง่ายกว่า ) 3. ครูผู้ดูแลอารมณ์ ต้องสามารถรู้วาระตนเองและผู้ปฏิบัติเป็นอย่างดีว่า อะไรควรจะพูด อะไรไม่ควรพูด และควรจะให้อารมณ์และสอบอารมณ์ในเวลาใด 4. ผู้ที่สมควรเข้าเก็บอารมณ์เข้ม ควรมีความเข้าใจพื้นฐานดังต่อไปนี้ 4.1 เข้าใจรูปนามเบื้องต้นเป็นอย่างดีแล้ว รูปนามเบื้องต้นคือ สามารถแยกความรู้สึกทางกาย และทางใจออกได้ชัดเจนว่า ส่วนไหนคือรูป ส่วนไหนคือนาม ส่วนไหนคือความคิด 4.2 สามารถแยกลักษณะและอาการของสติที่เป็นสัญชาตญาณ และสติที่เป็นปัญญาญาณได้ชัดเจน 4.3 สามารถเหนี่ยวเอาสติในรูปนามเป็นอารมณ์ได้สม่ำเสมอและต่อเนื่อง 4.4 สามารถรู้จักลักษณะของสติ สัมปชัญญะ สมาธิ และปัญญาว่า มีอาการ...

Hand-Movement Meditation

How to practice hand-movement meditation When we practice mindfulness, we have to do very often. The more we practice, the more our mind will be with the present moment easily and quickly. And the sooner our mind is in the present moment, the better it is relaxed and comfortable....

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป “ศีลเพื่อการจัดระเบียบชีวิต” (นวัตกรรมแห่งสติ๕๕) ณ ครุสติสถาน ๑๒ ส.ค.๖๐

พระธรรมเทศนาเรื่อง “ศีลเพื่อการจัดระเบียบชีวิต”  (นวัตกรรมแห่งสติ๕๕) โดย หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท (พระพุทธยานันทภิกขุ) ณ ครุสติสถาน ๑๒ ส.ค.๖๐ การจัดระเบียบสิ่งต่างๆ เพื่อความสะดวกเรียบร้อยในการปฏิบัติ เรียกว่าศีล ศีลภายนอกจะมีได้ต้องมีศีลภายใน ศีลภายในหมายถึงความปกติเรียบร้อย ของความรู้สึก ถ้าเรามีความรู้สึกปกติเรียบร้อยภายใน ภายนอกก็จะเรียบร้อยด้วย ในชีวิตของผู้ศึกษาภาวนาหรือนักปฏิบัติ ต้องมีการสร้างสติสัมปชัญญะให้เข้มแข็งขึ้นมา เรียกว่าความรู้สึกตัว เหมือนเรามีไฟสว่างอยู่รอบตัว ย่อมจะมองเห็นอะไรได้ชัดกว่าคนที่ไม่มี สติสัมปชัญญะ เป็นแสงสว่างประจำกายและใจของมนุษย์ทุกคน ถ้าสติสัมปชัญญะดับ ก็เป็นสติสัมปชัญญะแบบสัญชาตญาณ มองเห็นอะไรได้ไม่ชัดและไม่ไกล ถ้าเราได้ศึกษาเรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า เรื่องของความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เรียกว่าสติสัมปชัญญะ คำว่าโพธิปัญญา พุทธะคือกำลังของสติสัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อม เป็นคุณสมบัติดั้งเดิมของมนุษย์ ซึ่งมีกำลังอยู่ระดับหนึ่ง พอที่จะดูแลความปลอดภัยของร่างกายนี้ ให้อยู่รอดได้ แต่ไม่สามารถดูแลจิตใจ ให้ปลอดภัยจากภัยภายในได้ จึงมีผู้รู้เกิดขึ้นเพื่อแสวงหาความสมบูรณ์เรื่องนี้ การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยาก จึงน่าจะมีความสมบูรณ์และความปลอดภัย ทางด้านร่างกายและจิตใจ ท่านจึงมุ่งพัฒนาสติสัมปชัญญะอีกระดับหนึ่ง การสร้างระบบตื่นตัวเป็นหน้าที่ของผู้รู้ อย่างพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก และพระอาริยะบุคคลทั้งหลาย...

ถอดธรรมบรรยายจากคลิป นวัตกรรมแห่งสติ๔๖ ณ ยุวพุทธิกสมาคม ๒-๘ ส.ค. ๖๐

พระธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท ณ ยุวพุทธิกสมาคม ๒-๘ ส.ค. ๖๐ การปฏิบัติเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าไม่เข้าใจจะกลายเป็นเรื่องยาก จะทำอย่างไรให้เข้าใจ? พระพุทธเจ้าได้ยกเรื่องมรรคแปด เป็นอันดับแรก มรรคแปดเริ่มด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิแปลว่าเข้าใจ ถ้าใครเข้าใจถูกก็จะพ้นจากทุกข์ และปัญหาทั้งปวง ขณะที่ยกมือใครเป็นผู้ยก? ทุกคนตอบว่าเรายก ไม่ใช่รูปยก มันจึงผิดตรงนี้ เพราะเราเป็นผู้ยก มันจึงผิดแต่แรก ที่จริงแล้วไม่มีเรา มีแต่รูปกับนาม ความเป็นเรามาจากความคิด ถ้าไม่มีความคิดก็ไม่มีเรา ทุกคนลองเอามือจับแขนตัวเอง ให้บีบและปล่อย มีสองความรู้สึกคือหนักและเบา ใครเป็นผู้หนักผู้เบา? เราหรือว่ารูปกับนาม? หนักคือเกิด เบาคือความเกิดหายไป ความหนักความเบาเกิดขึ้น ในขณะบีบและปล่อย พอปล่อยวางก็จะเบา ถ้าจะยึดเอามันก็หนัก ในระหว่างปฏิบัติ ความรู้สึกหนักเบาปรากฏในกายใจตลอดเวลา การที่จะเข้าใจรูปนามเบื้องต้น ให้เห็นอาการเหล่านี้ให้ได้ก่อน ระหว่างความรู้สึกหนักเบาเป็นอะไร? เป็นความรู้สึก? หรือเป็นเรา? หรือเป็นความคิด? เฝ้าดูความรู้สึก ร้อน หนาว สบาย...