ย่างใจให้สุกด้วยทุกข์แท้

ย่างใจให้สุกด้วยทุกข์แท้ ความรู้สึกตัวของเรามันจะเติบโตได้ ต้องอาศัยความร้อนของความทุกข์ ไม่ใช่ความร้อนของร่างกาย ความร้อนที่เกิดขึ้นในใจ ไม่เหมือนความร้อนทางกาย มันออกมาเป็นความคิด เราจะคิดอยู่ ๓ เรื่องคือ ๑. คิดเรื่องที่เราชอบ เรียกว่า โลภะ ๒. คิดถึงเรื่องที่เราไม่ชอบ เรียกว่าโทสะ ๓. คิดเรื่อยเปื่อย เรียกว่าโมหะ เคยสังเกตไหมว่าสามเรื่องนี้ เราคิดเรื่องไหนมากที่สุด ถ้าเป็นเทวดาจะคิดเรื่องแรก คิดแต่เรื่องพอใจ คิดแต่เรื่องมีความสุข ถ้าเป็นสัตว์ทั่วไป ก็จะคิดถึงเรื่องไม่พอใจ คิดอะไรหาเรื่องทำที่มันสนุกๆ แต่มันก็ทุกข์ พวกที่เป็นสรรพสัตว์ทั้งหลาย ก็จะคิดเรื่องเรื่อยเปื่อยไป ไม่แน่อาจเป็นเทวดาอินทร์ พรหมก็ได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านให้คิด ประเภทที่สี่คือ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง รวมเป็นเรื่องหลักๆ สองเรื่อง คือ กุศลกับอกุศล ความโลภ โกรธ หลง เรียกว่า อกุศล ความไม่โลภ ไม่โกรธ...

ความคิดมีสามแบบ

แบบที่หนึ่ง เรียกว่า “ธรรมารมณ์” เป็นความคิดที่เหมือนไม่ใช่ความคิด เรียกว่าเป็น ธรรมารมณ์ หรือ วิสัยจิต คือมันผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป ความคิดแบบนี้ไม่มีปัญหา ไม่ต้องไปปฏิเสธมัน ให้รับรู้เฉยๆ อย่าตามมัน หากเราเผลอคิดตามมันไป มันจะเกิดความคิดแบบที่สอง แบบที่สอง เรียกว่า “สังขารจิต” เป็นอารมณ์ หรือความคิดที่ผ่านเข้ามา แล้วไม่ผ่านไป มันจะติดข้องอยู่ ไม่ยอมผ่านไป แล้วแปรสภาพเป็น ความคิดปรุงแต่ง และปรากฏตัวเป็นอารมณ์ ไปตามอำนาจของอวิชชา ตอนที่เราเผลอตามมันไป ต่อมา ตัณหา อุปาทาน กรรม ก็จะเกิดตามมาเอง อารมณ์ชนิดนี้มีปัญหา และสร้างสมุทัย อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อย่างที่เราเป็นกันอยู่ แบบที่สาม เรียกว่า “วิสังขารจิต” คือความคิดที่ผ่านเข้ามาแล้ว เรามีสติปัญญารู้เท่าทัน คือมีเจตนา อันเกิดจากกำลังสติปัญญา ที่เราฝึกฝนอบรมมาอย่างดี เป็นเหตุให้เกิดวิชชา รู้จักคิด รู้จักที่มาของความคิด รู้จักหยุดความคิด...